CASINO ONLINE

CASINO ONLINE
CASINO ONLINE

Sunday, April 28, 2019

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวในอียิปต์ EGYPT ประเทศแห่งอารยธรรมโบราณ

สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวในอียิปต์ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ประเทศแห่งอารยธรรมโบราณ ที่มีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ลึกลับ และตำนานอันน่าพิศวง สัมผัสกับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก


สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวในอียิปต์  รับรองว่าต้องหลงเสน่ห์ดินแดนอาหรับโบราณแห่งนี้จนถอนตัวไม่ขึ้นแน่นอนค่า

เที่ยวมหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza)

มหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza) หรือที่รู้จักกันในชื่อ พีระมิดคีออปส์ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ และเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก! ตั้งอยู่บนที่ราบสูงทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ในเขตชานเมืองของกรุงไคโรสมัยใหม่ สร้างขึ้นในช่วงของกษัตริย์ Khufu ราวๆ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือ เมื่อประมาณ 4,600 ปีที่แล้วในสมัยราชวงศ์ที่ 4 แห่งอิยิปต์ เป็นเวลาที่ยาวนานมากๆ เลยใช่ไหมคะ

มหาพีระมิดแห่งกีซ่าประกอบไปด้วย 3 พีระมิดด้วยกัน ได้แก่  พีระมิดคูฟู (Khufu) หรือ มหาพีระมิดแห่งกีซ่า (The Great Pyramid of Giza) ซึ่งแต่ก่อนเคยมีความสูงถึง 481.4 ฟุต ถ้านึกภาพไม่ออกว่าสูงขนาดไหน ก็แค่สูงพอๆ กับตึก 40 ชั้นเองค่ะทุกค๊นน!!  เมื่อกาลเวลาผ่านไปทำให้ปัจจุบันความสูงของพีระมิดเหลือเพียง 450 ฟุต เท่านั้นค่ะ

ต่อมา พีระมิดคาเฟร (Khafre) ตั้งอยู่ตรงระหว่างกลาง พีระมิดคาเฟรถูกสร้างบนพื้นที่สูงทำให้เมื่อดูเผินๆ แล้วดูใหญ่กว่าทั้ง 3 พีระมิด แต่ความจริงแล้วมีขนาดความสูงและฐานที่แคบกว่าพีระมิคูฟูค่ะ จุดเด่นของพีระมิดคาเฟรคือ ยังคงมีชั้นหินปูนขัดมันอยู่ที่ส่วนยอดของพีระมิดหลงเหลืออยู่ ในขณะที่อีก 2 พีระมิดไม่เหลือชั้นหินปูนขัดมันอยู่แล้วค่ะ

และสุดท้ายคือ พีระมิดเมนคูเร (Menkaure) มีขนาดเล็ก และมีอายุน้อยที่สุดในหมู่พีระมิดทั้ง 3 มีความสูงเพียง 230 ฟุตเท่านั้นค่ะ สาเหตุที่สร้างพีระมิดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการเก็บรักษาพระศพของราชวงศ์กษัตริย์  และรอการฟื้นคืนชีพตามความเชื่อของชาวอียิปต์สมัยก่อนนั่นเอง! ซึ่งเป็นต้นแบบของมัมมี่ในหนัง.. ถ้า The Mummy Returns ก็เตรียมวิ่งเลยเจ้าค่าาาา



สงสัยกันไหมเอ่ย…ว่าในสมัยยุคโบราณนั้นเค้าก่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ขนาดนี้ได้ยังไงกัน ทั้งๆที่เทคโนโลยียังเข้าไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ การยกแท่งหินขนาดใหญ่หลายสิบตันนำมาเรียงกันจนก่อขึ้นเป็นพีระมิด ถ้าเรียงผิดหรือไม่ตรงกันแค่เซ็นเดียวพีระมิดก็อาจจะถล่มลงมาได้เลยนะ  ไหนจะโครงสร้างภายในที่ประกอบไปด้วยแท่งหินแกรนิตสีแดงขนาดใหญ่หลายสิบแท่ง แท่งที่ใหญ่ที่สุดที่ค้นพบหนักถึง 200 เมตริกตัน เลยทีเดียวค่ะ โดยทั้งหมดยังคงเป็นปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีแต่เพียงภาพแกะสลักบนฝาผนังหิน ที่สลักการเคลื่อนย้ายเทวรูปหินขนาดใหญ่ด้วยแรงคนนับร้อยๆ คนเลยค่ะ

การจะเดินทางไปเที่ยวที่มหาพีระมิดแห่งกีซ่านั้น หญิงปุ๊กขอแนะนำ ช่วงเดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูหนาวของอียิปต์ อากาศจะอยู่ประมาณที่ 8 – 20 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการขี่อูฐชมวิวชมพีระมิดมากๆ ค่ะ และในช่วงกลางคืนก็จะมีการแสดงแสงสีเสียงที่เรียกว่า Sound and Light Show โดยใช้พีระมิดเป็นฉากหลังพร้อมกับประดับไฟตระการตา การจัดแสดงนี้ทำให้เราได้สัมผัสกับความสวยงามของพีระมิดในอีกมุมหนึ่งแบบน่าตื่นตาตื่นใจสุดๆ



อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับการเที่ยวที่มหาพีระมิดแห่งกีซาคือ มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) หรือ สฟิงซ์ ตำนานที่มีชื่อเสียงของอียิปต์ เอเชีย และกรีก ในตำนานกล่าวไว้ว่าสฟิงซ์คือ สิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายเป็นสิงโต มีศีรษะเป็มนุษย์  โดยชาวอียิปต์เชื่อกันว่าสฟิงซ์คือ ผู้พิทักษ์ฝ่ายวิญญาณ ส่วนมหาสฟิงซ์แห่งกีซ่านั้น ชาวอียิปต์เชื่อว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อเฝ้า ดูแลสมบัติ ภายในพีระมิด อีกทั้งยังคอยขจัดวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารบกวน หรือวุ่นวายกับพระศพอีกด้วยค่ะ

มหาสฟิงซ์แห่งกีซ่า ทำมาจากการแกะสลักรูปจากก้อนหินเพียงก้อนเดียว ส่วนศีรษะที่เป็นมนุษย์กว้างประมาณ 14 ฟุต และขนาดของตัวที่เป็นสิงโตมีความยาวมากกว่า 240 ฟุต จากขนาดที่กล่าวมานั้นทำให้มหาสฟิงซ์แห่งกีซ่า กลายเป็นรูปแกะสลักจากก้อนหินเพียงก้อนเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก โอ้โห… ถ้าเราไปยืนตรงนั้นตัวคงเล็กกว่ามดแน่เลยค่ะ เพราะของเค้าใหญ่อลังการมากจริงๆ!


เที่ยวมหาวิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel Temples)

สถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้าชมมากเป็นอันดับสองของอียิปต์ ต้องยกให้กับ มหาวิหารอาบูซิมเบล(Abu Simbel Temples) วิหารหินขนาดมหึมา ที่ได้รับมอบให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ ตั้งอยู่บนพรมแดนของประเทศอียิปต์กับซูดานถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของ Ramesses II เมื่อราวๆ 1,224 ปีก่อนคริสตศักราช เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของอียิปต์ที่ชนะนิวเบียในสมรภูมิแห่งคาเดสค่ะ

วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นจากการเจาะสกัดภูเขาสองลูก แบ่งออกเป็น วิหาร 2 หลัง คือวิหารที่สร้างขึ้น เพื่อองค์ฟาโรห์รามเสสที่สอง และพระมเหสีของพระองค์เอง จุดเด่นของวิหารแห่งนี้คือ รูปแกะสลักองค์ฟาโรห์รามเลสที่นั่งประทับอยู่บนบัลลังก์หน้าวิหารถึงสี่องค์ แต่ละองค์มีความสูง 20 เมตร เห็นแล้วต้องอ้าปากค้าง แบบทึ่งๆ ในความสามารถ และความพยายามของคนยุคก่อน ยกนิ้วให้เลยค่ะ



เมื่อเข้ามาภายในวิหารจะพบกับเสาหินทรงสี่เหลี่ยม 8 ต้นด้านใน แต่ละต้นจะมีการแกะสลักรูปของรามเลสที่ 2 ทรงชุดเครื่องแบบเทพ ภาพบนผนังต่างๆ ที่ถูกแกะสลักร่องลึก และลงสีบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ขององค์ฟาโรห์ ส่วนใหญ่จะเล่าถึงชัยชนะในสงครามของพระองค์ เดิมทีภายในวิหารได้มีการทาสีไว้ทั้งหมด แต่เพราะสภาพอากาศ ความชื้นต่างๆ ทำให้สีที่เคยถูกทาไว้หลุดร่อนออกไปจนหมดค่า

เดินเข้าไปถึงห้องบูชาด้านในสุดของตัววิหารใหญ่จะพบกับรูปแกะสลักของ เทพรา-ฮอรัคกี (Ra-Harakhty) , ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในฐานะองค์เทพสมมติเทพ , เทพอามุน (Amun) และ เทพพทาห์ (Ptah) ที่นี่เป็นวิหารที่ถึงจะมีอายุยาวนานมากแล้ว แต่ก็ยังคงความสวยงาม และความศักดิ์สิทธิ์ไว้อย่างเต็มเปี่ยมค่ะ



เที่ยวหุบเขากษัตริย์ และ สุสานฟาโรห์ทุตอังค์อามุน (Valley of the Kings and King Tutankhamun)
ถ้าพูดถึงหุบเขาหลายๆ คน คงนึกถึงหุบเขาที่มีดอกไม้และธรรมชาติที่สวยงาม แต่ไม่ใช่กับหุบเขาแห่งนี้แน่ค่ะ เพราะหุบเขาที่เรากำลังจะพาไปเช็คอินคือ หุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings) หุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ตรงข้ามกับเมืองธีปส์ หรือเมืองลักซอร์ในปัจจุบัน หุบเขากษัตริย์เป็นหุบเขาที่มีหลุมฝังศพถึง 63 หลุม! แต่ละหลุมจะมีห้องขนาดใหญ่ และเล็กต่างกันไป มีความซับซ้อนมากกว่า 120 ห้อง แน่นอนค่ะว่าต้องไม่ใช่หลุมฝังศพธรรมด๊า เพราะที่นี่คือหลุมฝังศพของเหล่ากษัตริย์ และราชวงศ์ของอียิปต์โบราณ ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 18 ถึง 20 เลยค่ะ เป็นสถานที่ที่เก่าแก่ และโบราณมาก แค่นี้ก็รู้สึกว่าขนแขนสแตนอัพแล้วว



อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หุบเขาแห่งนี้มีชื่อเสียงมากๆ จนนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาอย่างไม่ขาดสายคือ การค้นพบสุสานฟาโรห์ทุตอังค์อามุน (King Tutankhamun) ในปีค.ศ. 1922 ที่ทำให้ผู้ค้นพบถึงกับตกตะลึงไปตามๆ กันทีเดียวเพราะในนั้นมีสมบัติมากมายมหาศาลที่ถูกเก็บไว้ภายในห้องของสุสาน แต่สิ่งที่ล้ำค่ามากกว่าสมบัติคือ การที่ค้นพบมัมมี่พระศพของฟาโรห์ทุตอังค์อามุนค่ะ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในตู้ทองคำถึง 4 ชั้นเลยทีเดียว!

ที่อึ้งกว่าคือ เมื่อเจอโลงพระศพหินแล้วยังเจอโลงพระศพที่มีรูปร่างคนถูกประดับด้วยทองอีก 3 ชั้น และเมื่อเปิดออกถึงจะเจอมัมมี่พระศพของฟาโรห์ทุตอังค์อามุนค่ะ แล้วยังพบหน้ากากทองคำที่จำลองแบบพระพักตร์ของพระองค์ไว้อีกด้วย เมื่อเปิดหน้ากากออกจึงพบพระพักตร์ของพระองค์ มัมมี่ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดเลยค่ะ หน้ากากทองคำของพระองค์แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของยุคทองในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่นักสำรวจกลุ่มแรกหวังแค่ขุมทรัพย์เท่านั้น ทำให้ตัดสินใจเลาะหน้ากากออกจากพระพักตร์ของพระองค์!!!! น่าตีมือจริงๆ เลยน้อออ

ฟาโรห์ทุตอังค์อามุนมีชื่อเสียงมากเรื่องคำสาปของฟาโรห์ เนื่องจากเหนือสุสานมีข้อความอียิปต์โบราณเขียนไว้แปลได้ว่า ‘มัจจุราชจะมาสู่ผู้ซึ่งรบกวนการบรรทมของฟาโรห์’ และหลังการเปิดสุสานของพระองค์ มีผู้เกี่ยวข้องในการเปิดเสียชีวิตไปกว่า 22 คนโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นเพราะคำสาปขององค์ฟาโรห์ค่ะ



มาเที่ยวอียิปต์ทั้งที ไม่มีทางอยู่แล้วค่ะที่จะเป็นการเที่ยวชมแบบธรรมดา เพราะนอกจากจะเดินชมอารยธรรมต่างๆ ภายในสุสานอันล้ำค่าแห่งนี้แล้ว ยังมีการขึ้นบอลลูนชมวิวอีกด้วยนะจ๊ะ ไม่ใช่ทุกที่นะคะที่จะสามารถขึ้นบอลลูนชมวิวแบบนี้ได้ แต่ที่อียิปต์แห่งนี้สามารถทำได้ค่า โดยเราจะได้ขึ้นไปสัมผัสกับบรรยากาศ และภาพภูมิทัศน์ต่างๆ ความงดงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่แบบอียิปต์โบราณ ที่จะสร้างความประทับใจไปแบบสุดๆ กับการขึ้นบอลลูนชมวิวที่นี่แน่นอน!


เที่ยววิหารคาร์นัก (Karnak Temple Complex)

วิหารคาร์นัก(Karnak Temple Complex) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดที่สุดในอียิปต์ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองลักซอร์เพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นสถานที่ทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วยจ้า วิหารคาร์นักได้ชื่อว่าเป็นวิหารที่สวยงามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอียิปต์ วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการถวายแด่เทพเจ้าอะมอนรา(สุริยะเทพ) และเพื่อเป็นที่จัดพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนาตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณค่ะ

วิหารคาร์นักเป็นวิหารกลางแจ้งที่มีกำแพงสูงทึบขนาดใหญ่สูงกว่า 1,000 ฟุต ทางเข้าวิหารเต็มไปด้วยหินแกะสลักของสฟิงซ์หัวแกะที่หมอบอยู่ตลอดสองข้างทาง วิหารคาร์นักประกอบไปด้วย 3 วิหารศักดิ์สิทธิ์ โดยมีวิหารเทพอะมอนราตั้งอยู่ตรงกลาง มีสถาปัตยกรรมของฟาโรห์มากมายหลายยุคเป็นองค์ประกอบ  ต่อมาคือวิหารเทพมอนดู ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และสุดท้ายคือวิหารเทวีมัต

นอกจากนี้ด้านในยังมี Great Hypostyle Hall เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ถึง 65,000 ตารางฟุต มีเสาไฮโปสไตล์สูง 70 ฟุต ต้องใช้คนถึง 12 เลยนะคะถึงจะโอบเสานี้รอบ  ไม่ได้มีแค่ต้นเดียวนะคะ เพราะเสาขนาดยักษ์นี้มีถึง 134 ต้นเลยทีเดียว! ยิ่งพอตกเย็นก็จะมีการเปิดไฟโดยรอบวิหาร ทำให้บรรยากาศช่วงเย็นไปจนถึงกลางคืนสวยงามมากๆ เลยค่ะ



มาถึงเมืองลักซอร์แล้วห้ามพลาดที่จะมีของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยนะคะ ของฝากสุดฮิตสำหรับเมืองนี้ก็คงต้องยกให้ “อินทผลัม” ผลไม้สุดยอดสรรพคุณของชาวอียิปต์ นั่นเอง เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมายทั้งบำรุงสายตา ช่วยดูแล และควบคุมระบบประสาท ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดในสมอง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน และอีกมากมายเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีของฝากอื่นๆ อีกเยอะแยะ เช่น ทั้งตุ๊กตาเซรามิค ตุ๊กตาโลหะ ตุ้กตาอูฐ หรือว่าจะเป็นผ้าพันคอลายอียิปต์ ภาพวาดกระดาษปาปิรุส น้ำหอมกลิ่นต่างๆ มากมาย



เที่ยวภูเขาซีนาย (Mount Sinai)

ภูเขาซีนาย (Mount Sinai) หรือที่เรียกว่า ภูเขาแห่งโมเสส มีความสูง 2,285 เมตร หรือประมาณ 7,497 ฟุต ภูเขาแห่งนี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับทางศาสนา  เพราะมีการปรากฏชื่อภูเขาแห่งนี้ครั้งแรกในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่เดิมภูเขาแห่งนี้ชื่อว่า “โฮเรบ” สถานที่ที่พระผู้เป็นเจ้าปรากฏให้โมเสสเห็นเป็นครั้งแรกค่ะ โดยมาให้เห็นในลักษณะไฟลุกบนต้นไม้แต่ว่าไม่ไหม้ และได้ตรัสกับโมเสสว่า ให้ปลดปล่อยชาวอิสราเอลที่เป็นทาสอยู่ในอียิปต์ ต่อมาเมื่อโมเสสสามารถปลดปล่อยชาวอิสราเอลได้แล้ว พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกให้ไปเข้าเฝ้าเป็นเวลาสี่สิบวันสี่สิบคืนด้วยกัน บนภูเขาซีนาย ได้ประทานบัญญัติ 10 ประการ หรือ คำสอน ข้อปฏิบัติตามคัมภีร์ฮีบรู แก่โมเสสครั้งแรก ณ ภูเขาแห่งนี้  ซึ่งมีความสำคัญกับชาวอิสราเอลมากๆ ทำให้ภูเขาแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่สำคัญทางศาสนาไปโดยปริยายค่ะ



นอกจากจะเป็นสถานที่ที่สำคัญทางศาสนาแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วยค่ะ การขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าที่ภูเขาซีนายพลาดไม่ได้เลยนะคะ รับรองเลยว่ามีเหงื่อตกแน่ๆ 5555 แต่ขอยืนยันนอนยัน ว่าคุ้มม!!

จะไปดูพระอาทิตย์บนเขาก็ต้องปีน ก่อนจะปีนก็ต้องมีการเตรียมตัวกันหน่อย แต่กิจกรรมแบบนี้ขอไม่แนะนำสำหรับคนที่มีโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตนะคะ สภาพร่างกายต้องพร้อมลุย! ถึงแม้ว่าอียิปต์จะมีอากาศที่ค่อนข้างร้อน แต่การปีนเขาสูงขนาดนั้นอากาศด้านบนค่อนข้างหนาวเย็นมากเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเสื้อผ้า ถุงมือ ถุงเท้า เครื่องกันหนาวต้องพร้อมสำหรับร่างกายเรา รองเท้าควรจะเป็นผ้าใบที่ใส่สบาย อย่าลืมพกน้ำไปดื่มระหว่างทางด้วยนะคะ และไฟฉายคือสิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดเลย  เนื่องจากเราเดินทางในเวลากลางคืน และใช้เวลากว่า 3 ชม.เลยทีเดียวกว่าจะถึงจุดหมาย รุ่งสางแรกจะเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณตี 5 เพราะฉะนั้นก็ต้องเผื่อเวลากันหน่อยน้า


เที่ยวพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ (Egyptian Museum)

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ (Egyptian Museum) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะพิพิธภัณฑ์อียิปต์ หรือพิพิธภัณฑ์ไคโรส์ในกรุงไคโรประเทศอียิปต์ เป็นสถานที่เก็บวัตถุโบราณ ของล้ำค่ามากมายของอียิปต์ โดยรวบรวมไว้หลากหลายยุคสมัยด้วยกัน มีจำนวนกว่า 120,000 รายการ น่าจะต้องเดินเที่ยวชมตั้งแต่เช้ายันเย็นเลยค่ะ เพราะเยอะมากจริงๆ นะ

ของที่จัดแสดงก็ไม่ใช่ว่าจะหาดูที่ไหนได้ง่ายๆ น้า ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากทองคำที่ไม่ได้เป็นเพียงหน้ากากธรรมดา แต่เป็นหน้ากากที่เชื่อกันว่าเป็นของ King Tutankhamen  หน้ากากที่มีอายุยาวนานกว่า 300 ปีเชียว! ตัวหน้ากากถูกเลาะออกมาจากพระพักตร์ขององค์ฟาโรห์เมื่อครั้งค้นพบสุสานฟาโรห์ทุตอังค์อามุน มีน้ำหนักประมาณ 14 กิโลกรัม และยังเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณทั่วโลกด้วยนะคะ

รวมถึงโลงศพที่ทำมาจากทองคำแท้หนัก 110 กิโล! O.O ที่บรรจุมัมมี่ในรูปแบบของการบรรทมไว้ ตัวโลงถูกสลักเป็นเทพโอซิริส ซึ่งสัญลักษณ์ของฟาโรห์ อบพระศอทรงสร้อย 2 ชั้นถูกทำขึ้นด้วยทองสีแดง และเหลือง พระหัตถ์มีลักษณะไขว้อยู่บนพระอุระ ทรงกุมแส้ และพระคทาหัวขอ ส่วนผิวหน้าโลงที่เป็นทองคำทั้งหมดจะมีการสลักเป็นลวดลายขนนก ประดับไปด้วยอัญมณีที่งดงามมากๆ เลยค่ะ

หรือจะเป็นการชมพระเศียรของพระนางเนเฟอร์ติติ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ชิ้นที่มีชื่อของโลก ชมห้องมัมมี่ 11 กษัตริย์  รวมถึงการจัดแสดงเครื่องประดับที่ได้ชื่อว่าเป็นการจัดแสดงที่ดีที่สุดในโลก เพราะมีทั้งงาช้าง และกำไลทองที่ถูกกู้คืนมาจากหลุมฝังศพของ Tutankhamen  และอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถหาดูได้แค่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เท่านั้น!!! เห็นไหมคะว่าของเค้าไม่ธรรมดาจริงจริ๊งงง


เที่ยวทะเลทรายเวสเทิร์นสะฮารา (Western Sahara Desert)

ถ้ามาอียิปต์แล้วไม่ไป ทะเลทรายเวสเทิร์นสะฮารา (Western Sahara Desert) ถือว่ามาไม่ถึงเลยทุกค๊น ที่นี่ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีพื้นที่กว่า 9,000,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสามรองจากทวีปแอนตาร์กติกา และอาร์กติกเลยค่ะ แต่เห็นเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งแบบนี้ พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากๆ เลยนะคะ มีแม่น้ำ มีทั้งสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่ แต่ด้วยความแห้งแล้งของภูมิภาคแอฟริกาเหนือ ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นทะเลทรายมานานกว่า 2,000 ปีแล้วค่ะ เอ้ะๆ ! ถึงจะแห้งแล้งขนาดนี้แต่ดันมีหิมะตกได้ซะงั้น แต่ตกมาเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นนะคะ โดยที่ครั้งแรกห่างกับครั้งที่สองนานถึง 37 ปีเลยทีเดียว

สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนอกจากจะเป็นการมาเที่ยวชมทะเลทรายแล้ว นั่นก็คือ การมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ด้วยค่ะ มาทั้งทีถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเฉยๆ มันก็คงจะธรรมดาไปเนอะ คนอื่นเค้าเดินหรือปีนขึ้นเขาไปดู เราขี่อูฐไปดูค่ะ! ดูแสงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นช้าๆ ค่อยๆ กระทบผืนทราย บรรยากาศเหมือนหลุดออกมาจากนิยายเลย คือดีย์!



ละถ้าคิดว่าจะหมดแค่นี้… ผิดแล้วค่ะ!! เพราะยังมีทะเลทรายขาว หรือที่เรียกกันว่า White Desert Safari เป็นทะเลทรายยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยียนอียิปต์เลยค่ะ จุดเด่นของที่นี่คือแท่งหินรูปร่างแปลกประหลาด ที่มีทั้งขนาดเล็กใหญ่ปะปนกันอยู่ แท่งหินเหล่านี้เกิดจากพายุทะเลทรายที่พัด และกัดกร่อนจนหินปูนต่างๆ  มีรูปร่างที่แปลกประหลาดออกไป



มีทะเลทรายขาวแล้วจะขาดทะเลทรายดำไปได้ยังไงกัน… แต่ไม่ใช่ทรายนะคะที่ดำ จริงๆ มันคือหินต่างหากล่ะที่สีดำ! แต่เมื่อมองไปมองมาก็จะคล้ายๆ ทรายที่มีสีดำ ทำให้มีชื่อเรียกว่าทะเลทรายดำในที่สุดจ้า ตกกลางคืนก็จะมีการตั้งแคมป์นอนดูดาวกัน ตอนกลางคืนอากาศกลางทะเลทรายจะหนาวมากกก เตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วยนะคะ หรือไม่ก็…  เตรียมคนข้างๆ มานอนกอดก็ดีนะคะ อิอิ



เที่ยวเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria)

เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในภาคเหนือของอียิปต์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 331 โดย Alexander the Great เป็นที่รู้จักมากที่สุดในสมัยโบราณ และเป็นที่ตั้งของ Pharos ประภาคารที่ยิ่งใหญ่ ถูกนับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณด้วยน้าา เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเขตสาธารณะที่สวยมากๆ เลยค่ะ รวมถึงพระราชวังซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 4 หรือ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดอีกด้วย ไปที่นี่ต้องยกกล้องมาแชะภาพ และเก็บบรรยากาศกันรัวๆ รับรองว่าได้รูปเด็ดๆ แน่นอนค่ะ



มาถึงเมืองอเล็กซานเดรียแล้วก็ต้องแวะไป ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย (Bibliotheca Alexandrina) กันหน่อย งงล่ะสิ มาอียิปต์ทั้งทีจะไปทำไมห้องสมุด ก็ห้องสมุดที่เรากำลังจะพูดถึงคือห้องสมุดที่เกิดขึ้นในยุคแรกๆ ของโลกเลยน้า ภายในห้องสมุดมีที่นั่งกว่า 20,000 แค่เจอจำนวนที่นั่งไปก็อึ้งแล้วค่ะ นี่มันห้องสมุดหรืออะไรเนี่ย! หนังสือก็มีไม่มากหรอกค่ะ แค่ประมาณ 8 ล้านเล่มเอง… วารสารก็แค่ประมาณ 4000 ฉบับอะนะ ถ้าพูดถึงหนังสือหายากก็มีไม่มากหรอกค่ะ แค่ประมาณ 50,000 เล่ม นิดหน่อยเท่านั้น 555  มีอาคารที่เป็นท้องฟ้าจำลองด้วยนะ ส่วนสถาปัตยกรรมของห้องสมุดก็ออกจะธรรมด๊าธรรมดา แค่มีหลังคาที่เปิดได้เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถสาดส่องเข้ามาภายในอาคาร หลังคาเปิดได้อะทุกค๊นน!! นี่เป็นห้องสมุดจริงๆ ใช่มั้ย ทำไมมันล้ำสมัยขนาดนี้!



อีกที่ที่แนะนำให้ไปคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria National Museum) เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดของอียิปต์เลยค่ะ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตั้งอยู่ในพระราชวัง Al-Saad Bassili Pasha เก่า ที่ได้รับการบูรณะ และมีวัตถุประดิษฐ์ประมาณ 1,800 ชิ้นที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ของเมืองอเล็กซานเดรียตลอดทุกยุคทุกสมัย ตัวพิพิธภัณฑ์ถูกออกแบบเป็นคฤหาสน์สไตล์อิตาเลียนสีขาวที่ตั้งอยู่ในสวนของต้นไม้ และพืชที่หายากภายในพระราชวังค่ะ


เที่ยวล่องเรือแม่น้ำไนล์ (River Nile Cruise)

ไปทั้งหุบเขา โบราณสถาน ทะเลทรายกันมาแล้ว งั้นเรามาต่อกันที่ ล่องเรือแม่น้ำไนล์ (River Nile Cruise) กันดีกว่าค่ะ แม่น้ำไนล์เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในอียิปต์ และเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญกับชาวอียิปต์มากค่ะ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อประมาณ 5 ล้านปีก่อน จากแม่น้ำเริ่มไหลลงสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอียิปต์ การตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรจึงค่อยๆ เริ่มต้นขึ้น ถือว่าเป็นแม่น้ำที่ให้กำเนิดอารยธรรมของชาวอียิปต์เลยก็ว่าได้  และยังเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญใน ตำนานโอซิริส (Osiris) อีกด้วยจ้า ถ้าไม่มีแม่น้ำสายนี้สามารถพูดได้เลยค่ะว่าอาจจะไม่มีอียิปต์ในปัจจุบันก็ได้นะ

โม้มาขนาดนี่แล้ว จะพลาดการล่องเรือบนแม่น้ำที่มีความสำคัญขนาดนี้คงไม่ได้แล้ว ล่องเรือชมการใช้ชีวิตสมัยใหม่ของชาวอียิปต์ตามแนวชายฝั่งของแม่น้ำไนล์  และสถานที่ที่น่าสนใจอีกมากมาย สัก 3-4 คืน บรรยากาศดีๆ ยามเย็นของแม่น้ำไนล์ที่ว่าดีแล้ว ถ้าได้มองจากเรือสุดอลังการจะต้องทำให้เพื่อนๆ ประทับใจจนอยากกลับมาที่นี่อีกครั้งแน่นอนค่ะ




เที่ยวเมืองฮูร์กาดา ชายฝั่งทะเลแดง(Hurghada, Red Sea)

เมืองฮูร์กาดา ชายฝั่งทะเลแดง (Hurghada, Red Sea) เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีอากาศร้อนตลอดปีโดยมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส และยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอียิปต์อีกด้วย ตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณริมชายฝั่งทะเลแดง (Red Sea) เป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาได้อย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำดูปะการัง และนักดำน้ำจากประเทศอื่นๆ มากมาย เนื่องจากมีทั้งปะการังที่สวยงาม และสายพันธุ์ปลากว่าหนึ่งพันชนิดที่อาศัยอยู่ในทะเลแดง การเล่นวินเซิร์ฟ ก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกันค่ะ นอกจากนี้ยังมีการขี่อูฐชมเมือง หรือการขับรถชมภูมิทัศน์ ส่วนใครที่ชอบแสงสีตอนกลางคืนก็เตรียมตัวเพลิดเพลินไปกับสถานบันเทิงต่างๆ ยามค่ำคืนที่มีชื่อเสียงรวมถึง Ministry of Sound Beach Club ตลอดจนดิสโก้ และความสนุกมากมายที่รอคุณอยู่ค่ะ ส่วนใครที่สนใจจะมาเที่ยวที่เมืองฮูร์กาดาแต่ไม่รู้จะพักที่ไหนดี ขอให้ตรงดิ่งมาที่ The Oberoi Sahl Hasheesh และ Kempinski Hotel Soma Bay อย่างไม่ต้องลังเลเลยค่ะ รับรองเลยว่าแค่เห็นบรรยากาศภายนอกก็เอาใจไปเล้ย คงต้องสับสนกันแน่ๆ ว่านี่คือโรงแรมจริงๆ ใช่มั้ยย ยิ่งใหญ่อลังการจริงๆค่ะ เมืองฮูร์กาดานี่เป็นเมืองที่ครบครันทั้งกิจกรรม ความบันเทิง ธรรมชาติ แถมที่พักยังสวยงามขนาดนี้ เหมือนเป็นเมืองที่ถูกสร้างมาเพื่อมอบความสุขกับทุกคนเลยยย ถ้าได้มาต้องไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ รีบจองตั๋วกันเดี๋ยวนี้เลยนะ! อิอิ




ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.yingpook.com

13 สุดยอดเมืองในสหรัฐอเมริกา แคนาดาตะวันออก เที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

สุดยอดเมืองในสหรัฐอเมริกา เที่ยวสหรัฐอเมริกา แคนาดาตะวันออก (America – Eastern Canada) ดื่มด่ำบรรยายกาศในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีสุดโรแมนติกไม่แพ้ซีซั่นไหนๆ ทริปนี้จะไปเป็นคู่ หรือ ยกแก๊งค์ครอบครัว รับรองว่าไม่มีทางผิดหวัง! 


สุดยอดเมืองในสหรัฐอเมริกา แม้ฤดูกาลจะเปลี่ยนไป สีของใบไม้จะเปลี่ยนแปลง แต่หญิงปุ๊กไม่พลาดที่จะมาอัพเดตสถานที่ท่องสุดฮิตกับช่วงฤดูใบไม้ร่วงของทางฝั่งโซนอเมริกา และแคนาดาตะวันออกให้ทุกคนแน่นอนจ้า ^_^

เที่ยวโตรอนโต (Toronto) แคนาดา

เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศแคนาดาอย่าง โตรอนโต (Toronto) ตั้งอยู่แนวชายฝั่งของทะเลสาบน้ำแข็ง อีโรคัวส์ (Iroquois Lake) เมืองหลวงของ รัฐออนตาริโอ (Ontario) เมืองที่สำคัญที่สุด ร่ำรวยที่สุดของแคนาดา เป็นศูนย์กลางทางการเงิน การพาณิชย์ของประเทศ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตหลายแห่งให้เราได้ไปตามเช็คอินกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

สถานที่สุดฮิต เป็นศูนย์รวมนักท่องเที่ยวทั่วโลก น้ำตกไนแอการ่า (Niagara Falls) ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติสวนสาธารณะน้ำตกไนแอการ่า เป็นสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นป่ากว่า 400 เอเคอร์ อุทยานแห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเราสามารถนำรถเข้าไปได้ แล้วค่อยเดินเท้าเข้าไปสู่น้ำตกเท่านั้นเองค่า นอกจากการแวะเวียนไปถ่ายรูปคู่กับวิวน้ำตกแล้ว ทางอุทยานก็มีกิจกรรม เช่น การนั่งรถรางชมวิวรอบๆ อุทยาน เป็นอีกหนึ่งอย่างที่น่าสนใจสำหรับการดื่มด่ำบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีในสถานที่ที่ใครต่างใฝ่ฝันอยากจะมาแบบนี้ และนอกจากตอนกลางวันแล้ว ในช่วงกลางคืนที่นี่ยังมีการจัด Niagara Lighting เพื่อเป็นสีสันสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำตกไนแอการ่าในยามค่ำคืน ส่วนใครที่ไม่กลัวเปียก สายลุย ที่นี่ยังมีการจัด ล่องเรือ สัมผัสน้ำตกไนแอการ่าอย่างใกล้ชิดอีกด้วย ราคาต่อรอบ สำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 19.25 ดอลล่าร์ หรือ ประมาณ 650 บาท เด็กอายุ 6-12 ปีราคา 11.20 ดอลล่าร์ หรือ ประมาณ 370 บาท และต่ำกว่า 5 ขวบสามารถล่องเรือได้ฟรี ดูข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับรอบเรือ และราคาอัพเดตได้ที่ https://www.niagarafallsstatepark.com/attractions-and-tours/maid-of-the-mist




ตัวเมือง




CN Tower หรือ Canadian National Tower หอคอยแห่งชาติแคนาดาเป็นหอกระจายเสียง และการโทรคมนาคมแห่งเมืองโตรอนโต มีความสูง 1,815 ฟุต ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1973 – 1974 และเปิดทำการในเดือนกุมภาพันธ์ ต่อมาได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมได้ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1976 หอคอยแห่งนี้คือจุดเด่นของเมืองโตรอนโต ด้านบนมีร้านอาหารสุดหรู ไว้บริการ สำหรับคนที่ต้องการนั่งดื่มด่ำอาหารรสเลิศกับวิวทิวทัศน์ของเมืองนี้ แล้วยิ่งถ้าได้ไปในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี การมองวิวจากความสูงระดับนั้น คุ้มค่าเกินกว่าราคาอาหารแน่นอนค่ะ!


หลังจากที่อิ่มท้อง อิ่มใจกับวิวรอบเมืองแล้ว ไปเดินเล่นย่อยอาหารมื้อหนักกันที่ ตลาดเซนต์ลอว์เรนซ์ (St. Lawrence Market) ได้รับรางวัล หนึ่งในตลาดที่ดีที่สุดในโลกโดย National Geographic ในปี ค.ศ. 2012 ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1820 เปิดเป็นตลาดสาธารณะในปี ค.ศ. 1823 จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับขยายออกเป็นฝั่งเหนือ และฝั่งใต้ จนมาถึงปัจจุบันจ้า ที่นี่จะเปิดตั้งแต่ วันอังคารถึงวันพฤหัสบดี เวลา 8.00 น. – 18.00 น. และวันศุกร์ตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 19.00 น. ส่วนวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 5.00 – 17.00 น. ตลาดเซนต์ลอว์เรนซ์จะปิดให้บริการในวันอาทิตย์ และวันจันทร์ โดยหลักๆ แล้วจะขายจำพวกของสด ผัก ผลไม้ แล้วก็มีร้านเบเกอรี่ดังๆ อย่าง Carousel Bakery เจ้าของเมนูแซนวิชเบค่อนระดับโลก ที่คนจากทั่วโลกมาต่อแถวกันยาวเยียด นอกจากนั้นก็จะมีร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ และของฝากที่ต้องมีติดไม้ติดอย่างอย่างเช่น ชีส กลับบ้านไปสักสองสามก้อน



ไปต่อกันที่อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของโตรอนโต คาซ่า โลม่า (Casa Loma) ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1911 – 1914 ตามความต้องการของนักการเงิน เซอร์เฮนรี่ เพลแทท ใช้ในการพักอาศัย และออกแบบโดยสถาปนิกอีเจเลนน็อกซ์ ผู้ออกแบบสถานที่สำคัญๆ ในเมืองโตรอนโต ตอนนี้คาซ่า โลม่า ได้กลายป็นพิพิธภัณฑ์ และยังเปิดให้เช่าเป็นที่จัดเลี้ยง งานแต่งงาน หลังจากที่พิพิธภัณฑ์ปิดให้บริการแล้วอีกด้วยค่ะ และยังถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เป็นครั้งคราว



หลังจากเดินชมพิพิธภัณณ์แล้ว ตกเย็นถ้ายังไม่มีแพลนจะไปที่ไหน หรือแพลนไว้แล้ว ขอเดาใจว่าต้องเป็นที่นี่แน่ๆ ใช่ไหมเอ่ย … The Distillery Historic District หรือ เส้นทางถนนแห่งประวัติศาสตร์ของเมืองโตรอนโต ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1832 เป็นศูนย์รวมศิลปะวัฒนะธรรมทางด้านอาหาร โดยการรวบรวมร้านอาหารชื่อดัง และมีเอกลักษณ์มาไว้บนถนนเส้นนี้ รวมทั้งยังเป็นแหล่งสถานที่บันเทิงที่กำลังฮิตที่สุดในโตรอนโตตอนนี้ด้วยค่ะ อาจจะสงสัยกันว่า เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตรงไหน ความยาวนานอยู่ที่สิ่งก่อสร้างในย่านนี้ อาคารทั้งหมด 44 หลัง ถูกยกให้เป็นมรดกเก่าแก่ของเมือง ใครที่เป็นสายกิน สายดื่ม บอกเลยว่าย่านนี้เป็นของคุณ! แต่อย่าเพลินนะคะ เพราะตอนเช้ายังมีแพลนกันต่อ




รัฐควิเบก (Quebec City) แคนาดา

ควิเบก รัฐที่สวยงามและใหญ่ที่สุดของแคนาดา เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นยุโรปยุคก่อน จนได้ฉายาว่ายุโรปแห่งอเมริกาเหนือ มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมาย โดยกลุ่มนักเดินเรือและพ่อค้าชาวฝรั่งเศสได้มาตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ทำให้รัฐควิเบกมีความเป็นฝรั่งเศสมากที่สุดในประเทศแคนาดา ตัวอาคารบ้านเรือน ร้านค้า คือสวยงามมากกก เดินเล่นได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อเลยย

กาแฟของที่นี่เค้าขึ้นชื่อมากนะคะ ลองมานั่งจิบกาแฟชมบรรยากาศ มองคู่รักเดินผ่านไปมา เห็นแล้วก็อยากจะชวนแฟนมาเดินเล่นชิวๆ บ้าง แต่ติดตรงที่ไม่มีนี่แหละจ้า 5555 T^T และไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หิมะตก ก็สามารถทำกิจกรรมได้ตลอดทั้งปีเลยค่ะ ทั้งพายเรือ ดำน้ำ สำรวจซากเรืออับปาง เดินป่า ปีนเขา ล่องแก่ง เล่นสกีในช่วงหน้าหนาว ชมซากปืนใหญ่และป้อมปราการ หรือจะขับรถชมวิวของใบไม้หลากสี ใบเมเปิ้ลสีแดงสดใส สมแล้วที่เป็นประเทศแห่งต้นเมเปิ้ล สวยสะพรึงจริงๆ ค่า




จุดที่ห้ามพลาดเลยก็คือ โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงที่สุดและดีที่สุดของเมืองค่ะ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1892 มีการปรับปรุงตกแต่งมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน ให้อารมณ์เหมือนได้อยู่ในปราสาทขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนยอดเขา สามารถมองเห็นวิวสวยๆ ของเมือง และวิวของแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ได้ชัดแจ๋ว ได้รับรางวัลมากมาย และยังถูกประกาศให้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติของประเทศแคนาดาอีกด้วย






และสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำในควิเบกได้แก่ จัตุรัสปลาส รอยาล (Place Royale) สุดน่าร้ากกกก ที่นี่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างบอกไม่ถูกเลยค่า เมื่อก่อนเคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเป็นบริเวณที่เริ่มก่อตั้งเมืองควิเบก มีตึกอาคารต่างๆ เรียงรายสวยงาม น่าเดินเล่นมากๆ จุดที่ต้องมาถ่ายรูปก็คือกำแพงภาพวาดเฟรสโก (Fresco) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่ก่อตั้งเมืองจนถึงปัจจุบัน เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์และสถาปัตยกรรมให้ชมมากมาย เดินเหนื่อยๆ อยากนั่งพักก็แวะเติมพลังที่ร้านอาหารหรือคาเฟ่ได้อีกต่างหากก ^^






เครดิตรูปภาพจาก https://bit.ly/2EH2yRp

น้ำตกมองต์มอเรนซี่ (Montmorency) น้ำตกที่มีขนาดทั้งใหญ่!ทั้งสูง! สูงถึง 84 เมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในแคนาดา และยังสูงกว่าน้ำตกไนแอการาถึง 30 เมตร สามารถมาเที่ยวได้ทุกฤดูเลยค่ะ ในช่วงฤดูหนาวน้ำตกจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ จัดว่าเป็นทัศนียภาพที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ถ้าอยากได้รูปปังๆ แนะนำให้ขึ้นไปบนเขา หรือเดินไปบนสะพานแขวนเหนือน้ำตก หรือจะนั่งกระเช้าขึ้นไปเก็บภาพสวยๆ ก็ได้จ้า




Parc National de la Jacques-Cartier ขับรถจากเมืองควิเบกแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วค่า ที่นี่มีกิจกรรมให้ทำมากมาย มีเส้นทางการเดินป่าที่น่าสนใจเกือบร้อยกิโลเมตร หรือจะพายเรือเล่นในแม่น้ำท่ามกลางธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์แบบฟินๆ อ่าาาาส์ สดชื่นนนนน ตอนฤดูหนาวยังเป็นสถานที่เล่นสกีชั่นเยี่ยม และยังได้ชื่อว่าเป็นหุบเขาน้ำแข็งที่สวยที่สุดในควิเบกอีกด้วยยย! *0*





เที่ยวเมืองมอนทรีออล (Montreal) แคนาดา

อีกเมืองที่ทุกคนจะต้องตกหลุมรักนั่นก็คือ เมืองมอนทรีออล ที่นี่มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองอื่นๆ เลยจ้า ผสมผสานความเจริญและวัฒนธรรมต่างๆ ได้อย่างลงตัว มีธรรมชาติที่สวยงาม เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญของแคนาดา และเป็นเมืองท่าที่สำคัญของอเมริกาเหนือ แถมยังเคยติดอันดับเมืองที่สะอาดที่สุดและน่าอยู่ที่สุดในโลกอีกด้วยนะจ๊าา

หญิงปุ๊กชอบในความมีชีวิตชีวาของตัวเมือง แต่แฝงไปด้วยความคลาสสิคของตึกเก่า งานนี้ถ่ายรูปกันเพลินนน มุมไหนก็สวยไปหมด เดินๆ ไปชักไม่แน่ใจ นี่เราอยู่ที่ฝรั่งเศสรึเปล่า เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ภาษาฝรั่งเศสรัวๆๆ ว่ากันว่าเป็นเมืองที่มีคนพูดภาษาฝรั่งเศสมากเป็นอันดับสองรองจากปารีสเลยนะคะ นอกจากนี้ คนที่นี่ยังรักศิลปะและวัฒนธรรมเป็นชีวิตจิตใจ มีการจัดเทศกาลกว่า 100 ครั้งต่อปี! เรียกได้ว่าคึกคักตลอด ไม่มีเหงาเลยค่า





ความเจ๋งอยู่ตรงที่ มีภูเขา Mount Royal ตั้งอยู่กลางเมือง แนะนำให้ลองเดินขึ้นไปดูนะคะ เราจะได้พบความสวยงามแบบคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี สวยงามอย่างกับภาพวาดอย่างไงอย่างงั้นเลย >,< ด้านบนมีทะเลสาบบีเวอร์ (Beaver Lake) ที่ขุดสร้างขึ้นมาเอง พอถึงหน้าหนาวก็จะกลายเป็นลานสเก็ตน้ำแข็ง มีจุดชมวิวที่มองเห็นตัวเมืองรอบๆ และวิวแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ โดยเฉพาะตอนกลางคืนนั้นสวยมากกก มีแสงไฟจากตึกระยิบระยับ โดยทุกตึกในเมืองจะไม่สามารถสร้างสูงกว่าไม้กางเขนบนยอดเขาแห่งนี้ได้ค่ะ





เดินมาเรื่อยๆ จะเจอโบสถ์นอทเทอร์ดัม บาซิลิก้า (Notre-Dame Basilica of Montrea) ข้างนอกดูเหมือนโบสถ์ทั่วไป แต่พอได้เข้าไปข้างในถึงกับต้องร้องโอ้โหหหหห!!!กันเลยทีเดียวค่า อะเมซิ่งอลังการมากกกก ได้แรงบันดาลใจมาจาก Sainte-Chapelle ที่กรุงปารีส เคยเป็นสถานที่บูชาที่ใหญ่ที่สุดของทวีปอเมริกาเหนือ ภายในตกแต่งด้วยสีฟ้าและสีทอง งดงามจนนักร้องชื่อดัง Celine Dion ก็มาจัดพิธีแต่งงานที่นี่ค่ะ และ James O’Donnell สถาปนิกชาวอเมริกันก็ยอมเปลี่ยนนิกายจากโปรเตสแตนท์มาเป็นแคธอลิค เพื่อที่จะได้ฝังศพของตัวเองไว้ที่โบสถ์แห่งนี้ซึ่งเป็นวิหารของนิกายแคธอลิคนั่นเอง




และรู้ไหมคะว่า ที่มอนทรีออลก็เคยเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกด้วยน้า ที่นี่คือสนามกีฬาโอลิมปิก (Olympic Stadium) ไม่ใช่ยานอวกาศแต่อย่างใด 5555 ปัจจุบันเป็นจุดชมวิวของเมือง สามารถซื้อตั๋วขึ้นไปด้านบนได้ รอบๆ เป็นสถานที่ให้คนมาออกกำลังกาย หญิงปุ๊กเห็นก็รีบวิ่งเลยจ้า วิ่งไปซื้อของกินอ่า หิวววววว >,< แหะๆ



เที่ยวซากูเนย์ ฟยอร์ด (Saguenay Fjord) แคนาดา

อุทยานแห่งชาติซากูเนย์ ฟยอร์ด (Saguenay Fjord National Park) ตั้งอยู่ในเมืองควิเบก เป็นสถานที่ที่ยังไม่ได้ถูกรุกล้ำมากนักจากนักสำรวจ จึงทำให้ที่นี่ยังคงความเป็นธรรมชาติที่สมบรูณ์เอาไว้เป็นอย่างมากค่ะ  ซากูเนย์ ฟยอร์ด ถูกล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูง 1,150 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ในช่วงเดือนตุลาคมเทือกเขาเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสีเหลืองปนส้ม และเขียว นอกจากนั้นเส้นทางแม่น้ำของอุทยานซากูเนย์ยังตัดผ่านธารน้ำแข็งอีกด้วยค่ะ กิจกรรมที่เราสามารถทำที่นี่ได้ก็มีหลายอย่างให้เลือกมากมาย เช่น การล่องเรือ พายคายัด แน่นอนว่าพื้นที่ที่อุดมสมบรูณ์ ติดเขตมหาสมุทรแอตแลนติกแบบนี้ มีลุ้นได้เห็นวาฬเบลูก้าด้วยน้า รวมทั้งมีเส้นทางเดินป่าสำรวจกวางมูซ บีเวอร์ และเม่น ตื่นเต้นน ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะทำตัวยังไงถ้าเจอกวางมูซเดินตัดหน้า เขาบอกว่ามันตัวใหญ่มว๊ากกกกก แกล้งตายทันไหมคะ 555

การขึ้นไปบน เขาแวคเวิร์ต (Mont Lac- Vert) เป็นหนึ่งกิจกรรมสุดฮิตในหน้าหนาว เพราะที่นี่คือ สกีรีสอร์ทขนาดใหญ่ แต่สำหรับทริปช่วงฤดูใบไม้ร่วงเราก็สามารถนั่งเคเบิ้ลขึ้นไปดูวิวที่กว้างสุดลูกหูลูกตาจากมุมด้านบนได้ เก็บภาพมุมเด็ดไปได้อีกหนึ่งเฟรม แต่ยังไม่หมดแค่นั้นจ้า อีกหนึ่งกิจกรรมสุดเสียวที่ไปแล้วต้องลองให้ได้คือ การไต่หน้าผาข้ามภูเขาบนสะพานแขวนที่ยาวถึง 73 เมตร! โอ้ มาย ก๊อด…

นอกจากกิจกรรม Outdoor แล้ว ภายในอุทยานยังมีพิพิธภัณฑ์ด้วยน้า มูเซ ดู ฟยอร์ด (Musée du Fjord) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ด้านในก็จะประกอบไปด้วย แผนผังของอุทยานอธิบายเขตพื้นที่แต่ละส่วน มีตู้อควาเรียมจัดแสดงโชว์สัตว์น้ำ และถ้าใครอยากหมีขั้วโลกตัวเป็นๆ สามารถไปหาน้องหมีได้ที่ Zoo Sauvage de St-Félicien หรือ สวนสัตว์ซากูเนย์ อยู่ห่างจากตัวเมืองควิเบกไปประมาณ 2 ชั่วโมง แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน อยากจะพุ่งเข้าไปกอดน้องหมีขาวเลย แต่กลัวจะโดนฟัดซะก่อนสิคะ





เที่ยวท่าเรือนิวพอร์ต รัฐโรดไอแลนด์ (Newport, Rhode Island) สหรัฐอเมริกา

รัฐโรดไอแลนด์ หรือ รัฐมหาสมุทร (Ocean State) เป็นรัฐที่เล็กที่สุดในสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ในเขตนิวอิงแลนด์ (New England) ค่ะ ทางด้านฝั่งตะวันออก และทางใต้ของเกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกคาดผ่านช่องแคบเกาะโรด (Rhode Island Sound) และช่องแคบเกาะบล็อก (Block Island Sound) ซึ่งเกาะบล็อกเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ทางตอนใต้ในพื้นที่ของรัฐโรดไอแลนด์ สัญลักษณ์ของเกาะคือ ประภาคารอิฐสีแดง (Block Island Lighthouse) ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง มีวิวชายหาดหินสีขาวสวยอยู่ด้านล่าง เป็นหาดที่ได้รับความนิยมอย่างมากของรัฐตะวันออกค่า




นอกจากนี้โรดไอแลนด์ยังมีชื่อเสียงเกี่ยวกับคฤหาสน์คนรวย แหล่งช้อปปิ้ง และวิวทิวทัศน์สุดปัง อีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตอย่าง นิวพอร์ต (Newport) เมืองท่าเก๋ๆ หรือเรียกกันขำๆ ว่า ลานจอดเรือยอร์ชของมหาเศรษฐีนั่นเองค่ะ เป็นทั้งจุดนัดพบ ดาวน์ทาวน์ แหล่งรวมแกลลอรี่ ร้านอาหารมากมาย และสวนสาธารณะ ที่ดึงดูดผู้คนมาไว้ที่นี่อย่างอัดแน่นเลยจ้า รวมทั้งเป็นสถานที่จัดเทศกาลเพลงกลางแจ้งริมทะเลอีกด้วยค่ะ  เดินต่อไปอีกไม่ไกลจากสวนสาธารณะก็จะเจอกับทางเดินเรียบริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก (Famous Cliff Walk) ที่เหล่านักท่องเที่ยวต่างมาเช็คอิน แนะนำว่าสำหรับช่วง Fall หรือ ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี การจะมาเดินปะทะลมทะเลนั้น โปรดสวมเสื้อกันหนาวค่ะ





เที่ยวบอสตัน (Boston) สหรัฐอเมริกา

บอสตัน จะสวยที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มปะปนสีแดงในสวนสาธารณะของเมืองบอสตันนั้นเป็นภาพที่สวยงาม และโรแมนติกมากๆ ค่ะ เหมาะกับการเลือกหยิบเสื้อโค้ตยาวตัวเก่ง แวะคาเฟ่หากาแฟอุ่นๆ หรือ ช็อคโกแลตร้อนมาไว้ในมือสักแก้ว แค่คิดก็ฟินแล้ววว >.,<

การเดินรอบเมืองเป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ ทุกตึกรามบ้านช่องของเมืองบอสตันในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนั้นมีสเน่ห์ม๊ากกกก! บอสตันเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรม อาคารต่างๆ ในเมืองนั้นถูกออกแบบให้ดูย้อนยุค เพื่อดึงดูดความเป็นเอกลักษณ์ที่เก่าแก่ของเมืองไว้ และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั้นความคลาสสิกของเมืองนี้ยิ่งโดดเด่นมากขึ้นไปอีกค่ะ เหมือนเราเข้าไปยืนอยู่ในรูปภาพตามโปสการ์ดร้านของที่ระลึกในเมืองเล้ยย



ถ้าแพลนไม่ถูกว่าจะไปส่วนไหนของเมืองบอสตันก่อนดี เพราะสวยไปซะหมดทุกที่เล๊ยย วันนี้หญิงปุ๊กก็จัดมาให้แล้วค่า สถานที่ที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งในบอสตันสำหรับฤดูใบไม้ร่วง สวนสาธารณะบอสตัน (Boston Public Garden) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1634 เป็นสวนสาธารณะ และสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของอเมริกา สวนสาธารณะแห่งนี้ถูกตกแต่งด้วยรูปแบบสวนในสมัยวิคตอเรีย มีการจัดวางดอกไม้ประดับอย่างเป็นระเบียบสวยงาม ผสมผสานไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ รวมถึงยังมีการเพาะปลูกในเรือนกระจกอีกด้วย ไฮไลท์ของการมาที่นี่คือ Swan Boat หรือ เรือหงส์ โดยเรือเปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1877 จนถึงปัจจุบัน และเป็นที่นิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาสวนแห่งนี้กับการล่องเรือถีบไปรอบๆ สวนสาธารณะบอสตัน ดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดชิล ท่ามกลางใบไม้เปลี่ยน ต้องคลิปลงถ่าย IG Story อวดเพื่อนๆ กันสักหน่อยแล้ว!

พอล่องเรือกันเสร็จแล้ว เรามีภารกิจออกตามล่าหาแม่เป็ด และลูกๆ ของเธอกัน รูปปั้นเป็ดที่อยู่กลางสวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งจุดถ่ายรูปสุดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยว หรือ แม้แต่คนอเมริกาเองก็ตาม เจ้าเป็ดเหล่านี้มีที่มาจากนิทานกล่อมเด็ก เรื่อง “Make way for Ducklings” ซึ่งเป็นนิทานได้รับความนิยมในหมู่แม่และเด็กมาก เป็นเรื่องราวของแม่เป็ดที่เลี้ยงลูกๆ โดยอาศัยอยู่ในสวนสาธารณะแห่งนี้นั่นเองก๊าบ ก๊าบ นึกถึงเพลง เป็ดอาบน้ำในคลองเลยค่ะ ได้ไอเดียถ่ายคลิปอวดเพื่อนอีกแล้ว! 555

เมื่อเดินไปจนสุดรั้วสวนสาธารณะเราจะพบกับเส้นสีแดง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้มของ Boston Freedom Trial และวิวด้านหน้าที่เป็นจุดมาร์คแรกอย่าง  Boston State House ระยะทางของการเดินตามเส้นสีแดงของ Freedom Trail เพื่อเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ในเมืองบอสตันนั้นยาวประมาณ 4 กิโลเมตร เอาเป็นว่าเดินเล่นชิลๆ ท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีไม่มีอะไรเสียหาย แถมยังได้มุมเก็บภาพอีกเพียบแน่นอนค่ะ





อ้อ! อย่าลืมแวะไปเดินเล่นที่ ฟาเนียล ฮอลล์ มาร์เก็ตเพลส (Faneuil Hall Marketplace) น้า มีร้านอาหารให้เลือกทาน ร้านของฝากก็เยอะ และหนึ่งเมนูเด็ดที่ต้องกินเมื่อมาถึงถิ่นเมืองท่าอย่างบอสตันนั่นก็คือ ล็อบสเตอร์ จ้า ไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึงบอสตันนะ อิอิ ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกร้านไหนดี Legal Seafood เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะมีหลายสาขา และโดยเสียงส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวต่างก็แนะนำ

จบเรื่องกินต่อเรื่องที่นอนกันดีกว่าค่ะ ใครที่แพลนจะจองโรงแรมล่วงหน้า เราขอแนะนำ โรงแรมพิพิธภัณฑ์สวนดอกไม้อิสาเบลล่า สจ๊วต (Isabella Stewart Gardner Museum) ที่ได้รับการออกแบบตามพระราชวังเวเนเชียนในศตวรรษที่ 15 โดยตัวอาคารนั้นจะตั้งล้อมรอบสวนกลางย่อมกลางบ้าน ตกแต่งด้วยผลงานประติมากรรมอย่างหรูหรายังกับอยู่ในเทพนิยายกรีกเลยค่า



แต่บอสตันนั้นใหญ่กว่าที่คิด! แค่ข้ามฝั่งแม่น้ำชาร์ลไป เราจะได้กางแผนที่แพลนต่อกับ เคมบริดจ์ เป็นเมืองกลางของแมสซาชูเซตส์ อีกหนึ่งเมืองที่มีชื่อเสียงของอเมริกา ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือในเขตการปกครองของบอสตัน และมีสถานที่ดังๆ ให้ตามเช็คอินกันหลายแห่ง เช่น การเยี่ยมชมมหาลัยชื่อดังระดับโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ สถาบัน เอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology, MIT) มหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นสถานที่ must go ของอเมริกาเลยค่ะ

ไม่เพียงแค่ไปเพื่อสัมผัสกับไลฟ์สไตล์การเรียน การใช้ชีวิตของนักศึกษาที่นั่น แต่สถาปัตยกรรม อาคารเรียนต่างๆ ได้รับการตกแต่งอย่างใช้ความคิดสร้างสรรค์ อย่างสถาบันเอ็มไอที บางอาคารก็จะมีรูปทรงแปลกประหลาด เช่น Ray and Maria Stata Center ที่ตัวมุกเหลี่ยมของตึกนั้น ถูกออกแบบให้มีการยื่นออกมาจากตัวอาคาร แถมยังได้รับราวัล  Pritzker Prize ด้านความซับซ้อนทางวิชาการออกแบบ และมหาลัยฮาร์วาร์ดเนี่ยตึกเรียนมีความผู้ดี๊ ผู้ดี สูงมาก! เป็นมุมถ่ายรูปที่ดีมากสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ใส่ชุดนักเรียนปกคอบัวไปแชะรูปสัก 2-3 ช็อตก็น่าจะแอบแอ๊บใสเนียนๆ ได้อยู่มั้ง (?)  555

สวนสาธารณะของมหาลัยยังมีชื่อเสียงสำหรับการพักผ่อนอีกด้วย สวนฮาร์วาร์ด (Harvard Yard) เป็นสถานที่แนะนำสำหรับช่วงฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวมากที่สุด เพราะด้วยสถาปัตยกรรมของมหาลัย รวมถึงห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ตั้งเป็นเหมือนเครื่องประดับบนสวนแห่งนี้ ทำให้ที่แห่งนี้ดูน่าสนใจมากขึ้นค่ะ




และสุดท้ายสถานที่แห่งความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทย จัตุรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square) ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1927  ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์นในเคมบริดจ์แมสซาชูเซตส์ จัตุรัสนี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9

สถานที่แห่งความทรงจำตั้งแต่พระบิดาเจ้าฟ้ามหิดลทรงมาศึกษาต่อด้านการแพทย์ และเป็นนักเรียนของ Harvard Medical School ทรงได้พบรักกับพระมารดา หรือ สมเด็จย่า ซึ่งที่นี่ยังเป็นสถานที่พระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกด้วยค่ะ ใครที่ได้ไปเยี่ยมเยือนบอสตัน อย่าลืมแวะมาที่นี่กันนะคะ เพื่อระลึกถึงพระองค์ผู้เคยเป็นหัวใจในพสกนิกรชาวไทยมานานกว่า 70 ปี นอกจากจัตุรัสแล้ว ทางโรงพยาบาลได้แบ่งโซนจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่  http://www.thailink.com/ktbf/


เที่ยวบาร์ฮาร์เบอร์ (Bar Harbor) สหรัฐอเมริกา

บาร์ฮาร์เบอร์ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะเมาท์เดสเซิร์ต หรือ เกาะทะเลทราย (Mount Desert Island) เขตแฮนค็อกเคาน์ตี้ (Handcock County) รัฐเมน (Maine) ที่นี่เป็นอีกหนึ่งเมืองยอดนิยมในแถบตะวันออก ปกติแล้วที่บาร์ฮาร์เบอร์จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน เพราะเป็นพื้นที่ติดชายฝั่ง แต่เมื่อผ่านฝนหน้าร้อนไปเมืองนี้จะสงบลง แต่ไม่ได้น่าเที่ยวน้อยลงแน่นอนค่ะ เพราะเมื่อฤดูกาลของใบไม้เปลี่ยนสีเริ่มขึ้น การเดินป่าก็ยิ่งน่าสนใจมากกว่าเดิมไปอีก

เกาะทะเลทราย (Mount Desert Island) เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่นอกชายฝั่งของรัฐเมน และใหญ่เป็นอันดับที่สองบนชายฝั่งทะเลตะวันออกของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้คนยังเรียกที่นี่ว่าเป็นบ้านของ อุทยานแห่งชาติอคาเดีย (Acadia National Park) ที่สมบัติทางธรรมชาติของรัฐเมนตั้งอยู่บนเขตของเมืองบาร์ฮาร์เบอร์ครอบคลุมไปถึงวินเทอร์ฮาร์เบอร์ (Winter Harbor) มีพื้นที่กว้างถึง 47,000 เอเคอร์ เป็น 1 ใน 20 อุทยานแห่งชาติที่มีนักท่องเที่ยวมาสำรวจมากที่สุด

การเดินป่าในอุทยานแห่งชาติอคาเดียได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ตลอดระยะทาง 193 กิโลเมตร ในการเข้าถึงเทือกเขาแห่งอุทยานแห่งชาตินี้ เริ่มจาก Wonder Trail เส้นทางผ่านรอบหมู่บ้านเบสท์ฮาร์เบอร์ ต่อไปยังเส้นทางเรียบมหาสมุทร Ocean Path เป็นการเดินป่าเรียบหาดทรายขาวที่จะผ่านจุด Check Point ชื่อว่า ธันเดอร์ โฮล (Thunder Hole) ชายฝั่งหินที่มีชื่อเสียงที่สุดบนรัฐเมน และอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจที่สุด คือการตั้งแคมป์บนยอดเขาอคาเดีย ขอบอกเลยว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยแน่นอนจ้า การได้ตื่นมาเจอแดดยามเช้าท่ามกลางพื้นที่ป่าในฤดูใบไม้เปลี่ยนเนี่ย แค่คิดก็ฟินสุดๆ แล้ววว >0< ค่าเข้าชมอุทยานราคา 50 ดอลล่าร์ หรือ ประมาณ 1,700 บาท ตั๋วมีอายุการใช้งาน 1 ปี นับจากวันที่ซื้อ สามารถเข้าไปดูข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆได้ที่ https://www.national-park.com/welcome-to-acadia-national-park/

แต่สำหรับใครที่ไม่ใช่สายเดินป่า ชอบการอยู่ในเมือง พักหรู อยู่สบายในรีสอร์ทริมน้ำมากกว่า ก็สามารถดื่มด่ำกับบบรยากาศจากวิวทิวทัศน์รอบตัว ที่ถูกแต่งเติมไปด้วยฉากหลังของภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีเหลือง ส้ม และแดงผสมปนเปกันไปราวกับภาพวาดชั้นดี กิจกรรมอย่างการไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือล่องเรือก็น่าสนใจไม่แพ้กันนะคะ






เที่ยวเซนต์จอห์น นิวบรันสวิก (Saint John, New Brunswick) แคนาดา

เซนต์จอห์น 1 ใน 5 เมืองเก่าแก่ และอยู่ใน 3 อันดับเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศแคนาดา ตั้งอยู่ในเขตนิวบรันสวิก ฝั่งตะวันออกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ทางฝั่งตะวันตกของรัฐเมนประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองเกษตรกรรม การขนส่งคมนาคมที่สำคัญ แม้จะเด่นเรื่องการเป็นเมืองท่า แต่นิวบรันสวิกนั้นถูกห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ สำหรับใครที่รักการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เมืองนี้ตอบโจทย์ได้ตรงใจมากแน่นอนจ้า เมืองนิวบรันสวิกมีแม่น้ำตัดผ่านหลายสาย ทำให้เกิดเกาะกลางหลายๆ แห่ง ในฤดูร้อนเกาะกลางเหล่านั้นจะปกคลุมไปด้วยสีเขียวขจี แต่เมื่อเข้าฤดูใบไม้ร่วงความชุ่มชื่นเหล่านั้น ก็กลายเปลี่ยนเป็นสีสัน อุ่น สบาย แสนโรแมนติกค่ะ

และกิจกรรมที่น่าสนใจมากที่สุดคือ การพายเรือ ชมวิว ใครที่พกคุณแฟนไปด้วยทริปนี้ ฟินระเบิด >.< แต่ถ้าคู่ไหน แก๊งไหน ไม่โปรดการพายเรือ สวนสาธารณะเมืองเซนต์จอห์นเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมาก เหมาะกับการปิกนิก จิบกาแฟอุ่นๆ เพลิดเพลินไปกับวิว สะพานกลับหัวข้ามแม่น้ำเซนต์จอห์น (Reversing Falls Bridge crossing Saint John River) สุดยอดมุมถ่ายรูปเก๋ๆ คือดจีย์อ่ะ!



ใช่ว่าที่เซนต์จอห์นนั้นจะมีแต่กิจกรรมกลางเมืองให้ทำ หุบเขาแม่น้ำเซนต์จอห์น (Saint John River Valley) เส้นแม่น้ำที่ยาวที่สุดของแคนาดา ที่ไหลยาวลงทางตะวันตกของนิวบรันสวิกไปตามชายแดนควิเบกสู่อ่าวฟันดี้ด้วยระยะทางกว่า 673 กิโลเมตร เป็นสถานที่ให้หลีกหนีจากกิจกรรมกลางเมือง

และภายในหุบเขานั้นยังเป็นที่ตั้งของ อ่าวฟันดี้ (Bay of Fundy) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกของทวีปอเมริกาเหนือ อ่าวฟันดี้มีระดับน้ำที่สูงที่สุดในโลก และมีวาฬมากกว่า 12 ชนิด เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกหายาก และวาฬหลังค่อม จึงทำให้การล่องเรือชมวาฬ คือ กิจกรรมหลักของอ่าวฟันดี้ แต่ไม่เพียงเท่านั้น! เราสามารถสำรวจเส้นทางเดินป่ารอบๆ และพายเรือคายัคลัดเลาะไปตามหน้าผาได้อีกด้วย นอกจากความสวยงามของธรรมชาติโดยรอบแล้ว พื้นที่แถบนี้ยังมีความหลากหลายทางธรณีวิทยา เคยมีการขุดพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ที่นี่ด้วยนะคะ ตื่นเต้นอีกแล้ว >.< ได้เหยียบแผ่นดินโลกล้านปีด้วย!



เที่ยวพอร์ตแลนด์ รัฐเมน (Portland, Maine) สหรัฐอเมริกา

พอร์ตแลนด์ เมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในรัฐเมน ตั้งอยู่ติดทะเลทางตอนเหนือของนิวอิงแลนด์ และยังเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ถนนสายศิลปะ แหล่งรวมร้านอาหารดีๆ ในย่านพอร์ตแลนด์ดาวน์ทาวน์ ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ย่านการค้า หรือการเป็นเมืองท่าเรือ แต่เขตชนบทของพอร์ตแลนด์ยังมีสถานที่ที่ยังต้องไปเช็คอินให้ได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอย่าง เขตทะเลสาบแรงจ์ลีย์ (Rangeley Lake Region) เป็นเส้นทาง Road trip ที่ดีที่สุดของรัฐเมน ช่วงประมาณอาทิตย์ที่สองของเดือนตุลาคมคือ ช่วงพีคที่สุดของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ถ้าอยากไปฟินกับบรรยากาศแสนอบอุ่น ท่ามกลางอากาศหนาว สัมผัสกับอ้อมกอดของสี่หุบเขา Bald, Saddleback, Spotted และ South Bog Preserve ที่สุดจะโรแมนติก ริมทะเลสาบแรงจ์ลีย์ อย่าลืมจัดแพลนกันให้ดีนะคะ เพราะว่าที่นี่ยังมีทริปล่องเรือฤดูใบไม้ร่วงที่ห้ามพลาดอีกด้วย! การล่องเรือยามเย็น ดูพระอาทิตย์ตก 1 ชั่วโมงครึ่ง บอกเลยว่า ฟินลื๊มมม >.< เรือเที่ยวแรกจะเริ่มเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป แต่ว่าขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วยน้า ใครสนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ http://www.rangeley-lakes.com/lake-cruises/descriptions/  เพื่อเช็คราคา และตารางสภาพอากาศในการออกเรือได้ที่นี่นะจ๊ะ

การจะเดินทางมายังพอร์ตแลนด์นั้นเราจะต้องนั่งเรือมา โดยท่าเรือที่มีชื่อเสียง และเป็นเหมือนประตูเมืองของพอร์ตแลนด์คือ อ่าวแคสโก (Casco Bay) ซึ่งที่อ่าวแคสโกนั้นจะมีเรือข้ามฟากบริการตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะไปเกาะเล็ก หรือเกาะใหญ่ เราสามารถขึ้นเรือจากท่าเรือที่นี่ไปยังเกาะพีค (Peaks Island) เกาะที่เป็นเหมือนชุมชนใกล้เคียงกับอ่าวแคสโก แหล่งรวมร้านอาหาร เส้นถนนศิลปะ และหาดทรายขาว ที่นี่มีจักรยานให้เช่าสำหรับปั่นเล่นรอบเกาะด้วยน้า เอ้ะ…คล้ายเกาะเกร็ดบ้านเราเลย 555 หรือ จะแวะไปที่เกาะคลีฟฟ์ (Cliff Island) เกาะนี้จะเน้นเป็นแนวคาเฟ่ นั่งชิล แล้วก็มีจักรยานให้เช่าปั่นเที่ยวรอบเกาะเหมือนกันจ้า





นอกจากภูเขา และทะเลสาบแล้ว เพียงข้ามสะพานจากพอร์ตแลนด์ดาวน์ทาวน์ไปแค่ 10 นาที เกาะจอร์จทาวน์ (Georgetown Island) ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับทริปฤดูใบไม้ร่วงนี้อีกด้วย ระหว่างทางไปยังเกาะจอร์ทาวน์นั้น เรายังจะได้เพลิดเพลิน ถนนสายโรบินฮู้ด (Robinhood Road) ที่มีไฮไลท์อย่าง อ่าวโรบินฮู้ด (Robinhood Cove) ที่เป็นเหมือนท่าเรือประมงเล็กๆ และยังเป็นแหล่งฟาร์มหอยนางรมที่มีชื่อเสียงอีกด้วย แน่นอนว่าบุกถิ่นหอยแล้ว ก็อย่าลืมแวะไปฝากท้องกันที่ Osprey Restaurant เป็นร้านอาหารดังริมทะเลสุดเด็ดประจำย่านนี้เลยจ้า




เที่ยวโนวาสโกเชีย (Nova Scotia) แคนาดา

รัฐโนวาสโกเชีย เมืองท่าเรือสุดคึกคัก อยู่ทางทิศตะวันออกของแคนาดาค่า เป็นอีกเมืองที่มีเสน่ห์มากที่สุด! เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งภูเขา ต้นไม้ หมู่บ้านสีสันน่าร้ากกกเรียงรายอยู่ริมชายทะเล ผู้คนก็เป็นมิตร มีแหล่งความบันเทิงครบครัน แถมยังมีร้านอาหารอร่อยๆ อีกมากมาย ให้ทุกคนได้ดื่มด่ำบรรยากาศฟินๆ ที่นี่ได้อย่างเต็มอิ่มไปเลยค่า

นอกจากนี้ยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมอันเก่าแก่ เนื่องจากโนวาสโกเชียเคยเป็นพรมแดนสำคัญในศึกชิงอาณาเขตระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ จึงมีทั้งกำแพงโบราณ หอนาฬิกาเมืองเก่า และป้อมปราการเก่าอยู่หลายหลัง ขึ้นชื่อเรื่องกีฬาทางน้ำ เป็นสถานที่ดูปลาวาฬได้ตลอดทั้งปี อากาศดีๆ ก็เช่าเรือคายัคพายเล่นสวีทวี้ดวิ้วกันแฟน หรือจะปิกนิก เดินป่า เดินช้อปปิ้งตลาดพื้นเมืองกันเพลินๆ และชมพิพิธภัณฑ์ทางทะเล ที่จำลองดาดฟ้าของเรือไททานิกไว้ ใครอยากจะลองเป็นแจ๊คกับโรส มาได้เลยจ้า #กางแขนแป๊บบ >,<

ช่วงเวลาที่เหมาะในการมาเที่ยวโนวาสโกเชีย คือระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายนค่ะไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป หรือในเดือนตุลาคม จะมาชมใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ทั้งสีแดง สีเหลืองโรแมนติกได้อี๊กกก นี่สวรรค์รึเปล่าคะเนี่ย อะไรจะดีงามปานนี้!




และสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาด เมื่อมาเยือนรัฐโนวาสโกเชียก็คือ เป๊กกี้ โคฟ (Peggy’s Cove) หมู่บ้านชาวประมงชื่อดัง ที่ช่างภาพเห็นแล้วจะต้องลั่นชัตเตอร์รัวๆๆๆๆ เพราะสีสันบ้านเรือนสดใสน่ารัก ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ เหมาะแก่การมาพักผ่อน หนีความวุ่นวายจากตัวเมืองเป็นที่ซู้ดด มีจุดชมวิวประภาคารเป๊กกี้ (Peggys Point Lighthouse) หนึ่งในประภาคารที่มีชื่อเสียงและงดงามมากที่สุดในโลกอีกด้วยจ้า




เครดิตรูปภาพจาก https://bit.ly/2ENkpko

อ่าวฟันดี้ (Bay of Fundy) เป็นสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม มีกระแสน้ำต่างกันถึง 3 ระดับ ทั้งน้ำขึ้น น้ำลง น้ำไหลเอื่อย โดยน้ำขึ้นสูงถึง 16.2 เมตร นับเป็นระดับน้ำขึ้นที่สูงที่สุดในโลกเลยค่า ทำให้หินตามชายฝั่งมีรูปร่างเก๋ๆ แปลกตา ถ้าใครโชคดีจะได้เห็นวาฬหลังค่อมขนาดยักษ์กระโดดขึ้นมาบนผิวน้ำ ให้นักท่องเที่ยวบนเรือได้เห็นแบบใกล้ชิด งานนี้ทั้งตื่นเต้นทั้งคุ้มค่าจ้ะพูดเลยยย >,<

ส่วนใครที่ชอบลุยๆ ผจญภัยซักหน่อยต้องที่นี่เลยย อุทยานแห่งชาติ Cape Breton Highlands National Park เดินป่า ปีนเขา ปั่นจักรยาน เพลิดเพลินกับวิวทะเล แม่น้ำ ทะเลสาบ ชมสัตว์ป่าท้องถิ่นหายาก และนกกว่า 230 สายพันธุ์ เช่น นกอินทรีหัวขาว เหยี่ยว รวมถึงโลมา สิงโตทะเล และวาฬด้วยค่า ช่วงที่ดีที่สุดในการมาชมวาฬคือช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม ยังค่ะ ความฟินยังไม่หมดแค่นี้ เพราะยังเป็นหนึ่งเส้นทางของ Cabot Trail ถนนที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามตลอดสองข้างทางอีกด้วย



เที่ยวแฮลิแฟกซ์ (Halifax) แคนาดา

แฮลิแฟกซ์  (Halifax) เป็นท่าเรือแห่งมหาสมุทรแอตแลนติก เมืองหลวงของรัฐโนวาสโกเทีย (Nova Scotia) ประเทศแคนาดาค่ะ ที่นี่คือเมืองศูนย์กลางแห่งธุรกิจการค้า ด้านการเดินเรือตั้งแต่ยุคสมัยประวัติศาสตร์ และเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นในการวางผังเมือง โดยมีการสร้างป้อมปราการเป็นรูปดาวไว้บนยอดเขาสูง ในช่วงเดือนตุลาคมเมืองนี้จะครึกครืนไปด้วย เทศกาลแห่งฤดูใบไม้ร่วง เช่น Halifax Pop Explosion เทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่จะจัดขึ้นทุกช่วงวันที่ 17-20 ตุลาคมทุกๆ ปี การบุกตะลุยบ้านผีสิงท่ามกลางอากาศหนาวในคืนวันศุกร์-เสาร์ที่ ท่าเรือข้ามฟากฮาลิแฟกซ์ ซึ่งจะมีการเซ็ตบ้านผีสิงขึ้นเพื่อเขย่าขวัญทดสอบความกล้า

และกิจกรรมดื่มด่ำธรรมชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงก็ต้องยกให้ การล่องเรือยอร์ช แล่นเรือใบที่ เส้นทางแม่น้ำฟรอก (Frog Pound Trail) เป็นการล่องเรือเก็บเกี่ยวบรรยากาศท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสี 1.4 กิโลเมตรใจกลางเมืองที่เต็มอิ่มสุดๆ แน่นอนจ้า อย่าลืมหยิบกล้องตัวโปรดขึ้นมาเก็บรูปสวยๆ ไว้อวดเพื่อนกันนะคะ รับรองว่างานนี้เมมเต็มชัวร์! ส่วนใครไม่อิ่มจากการล่องเรือ อยากจะเก็บภาพโพสตอนเดินท่ามกลางใบไม้สีแดง สีเหลืองต่อละก็ รอบแม่น้ำฟรอกยังมีเส้นทางเดินป่าอีก 2.2 กิโลเมตรให้ไปเดินกันต่ออีกน้า มาทั้งทีจัดเต็มแบบจุใจไปเลยค่ะ เดินกันให้หอบแฮ่ก ถอดเสื้อกันหนาวทิ้งกันไปเลยค้าบบบ




เที่ยวชาร์ล็อตต์ทาวน์ (Charlottetown) Canada

ใครกำลังมองหาสถานที่สวยๆ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโบราณ จะต้องชื่นชอบที่นี่แน่นอนจ้า ทุกคนจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศสงครามในอดีต มองซ้ายเห็นป้อมปราการโบราณ มองขวาเห็นประภาคารอันเก่าแก่ รอบๆ มีบ้านเรือนที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ อย่างกับบ้านตุ๊กตาเลยค่ะ >,< แถมผู้คนก็ยังเป็นมิตรมากๆ

ชาร์ล็อตต์ทาวน์ เป็นสถานที่จัดประชุมสัญญาร่วมแคนาดาครั้งแรก เพื่อปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศ และประกาศจัดตั้งประเทศแคนาดาขึ้น จึงทำให้เมืองชาร์ลอตต์ทาวน์แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกนั่นเอง

ปัจจุบันเป็นเมืองริมทะเลชื่อดัง แค่ได้มาเดินเล่นชมบรรยากาศก็ฟินแล้วค่า อากาศดี มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ในเมืองครึ่งหนึ่งใช้เป็นที่เพาะปลูก และเป็นสถานที่ทำฟาร์มแบบผสมผสานที่สำคัญของแคนาดา และเนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล จึงมีร้านอาหารเด็ดๆ เยอะมากกก พูดแล้วน้ำลายไหล >,< นั่งทานเพลินๆ ชมวิวของท่าเรือ

ที่เที่ยวก็มีให้เลือกหลากหลาย เรียกได้ว่ามีสำหรับทุกเพศ ทุกวัยกันเลยทีเดียวค่า มีทั้งสนามแข่งม้า คาสิโน พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ รัฐสภา มหาวิหาร St Dunstan’s Basilica สวนสนุก หรือชมการแสดงสุดตระการตาที่ศูนย์ศิลปะ และวัฒนธรรมเดอะกิลด์ และอย่าลืมแวะชมโรงเบียร์ เราจะได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ ในการผลิตเบียร์ชั้นดี และยังได้ชิมเบียร์จากแหล่งกำเนิดโดยตรงด้วยจ้า





เที่ยวแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ (Saint Lawrence River) Canada
แม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ เป็นแม่น้ำสายใหญ่ของประเทศแคนาดา มีความยาวถึง 1,197 กิโลเมตร ไหลยาวออกไปถึงทะเลมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกนู่นนน *0* ใหญ่อลังการชนิดที่ว่า มีเกาะหลายเกาะอยู่ในแม่น้ำสายนี้ และยังขยายแยกออกไปเป็นทะเลสาบด้วยนะคะ โด่งดังในเรื่องของทิวทัศน์ที่สวยงามและแสนโรแมนติก เราจะได้ชมบรรยากาศของเมืองต่างๆ ริมแม่น้ำ ทั้งรัฐออนแทรีโอและรัฐควิเบก แนะนำให้ทัวร์ล่องเรือแม่น้ำสัก 1 ชม.ครึ่ง หากมีเวลาในตอนเย็นค่ะ

ซึ่งเปิดใช้เป็นเส้นทางเดินเรือมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 จากมหาสมุทรแอตแลนติกไปจนถึงทะเลสาบ Great Lakes ของอเมริกาเหนือ เรือขนาดใหญ่สามารถล่องได้ตลอดทั้งสายเลยค่ะ เพราะมีการขุดคลอง สร้างเขื่อนและประตูน้ำไว้เป็นระยะๆ เพื่อให้มีร่องน้ำลึกสม่ำเสมอกัน โดยเรียกเส้นทางนี้ว่า เซนต์ลอว์เรนซ์ซีเวย์ (St. Lawrence Seaway)




ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.yingpook.com