CASINO ONLINE

CASINO ONLINE
CASINO ONLINE

Tuesday, June 11, 2019

"อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ" ปางอุ๋งแห่งจันทบุรี



"อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ" ปางอุ๋งแห่งจันทบุรี

ใครที่เคยมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศของความโรแมนติกที่ปางอุ๋งจังหวัดแม่ฮ่องสอนกันมาก่อนแล้ว คงจะรู้ดีว่าเป็นความรู้สึกที่มีความสุขมากเพียงใดเมื่อเราได้ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามเช่นนั้น ซึ่งในวันนี้เอง Sanook! Travel ได้ค้นพบสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีลักษณะทางภูมิภาคที่มีความคล้ายคลึงกับปางอุ๋งที่แม่ฮ่องสอนเป็นอย่างมาก แถมยังมีระยะทางที่ใกล้กว่าด้วย ที่แห่งนี้มีชื่อว่า อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ ปางอุ๋งแห่งจันทบุรี บาคาล่า

แน่นอนว่าการเดินทางจากกรุงเทพฯไปสู่จันทบุรีนั้นใกล้กว่าการไปแม่ฮ่องสอนมาก เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ยังไม่รู้จะไปเที่ยวไหนในวันเสาร์อาทิตย์นี้ เราขอแนะนำให้ทุกคนลองไปสัมผัสกันดูครับ

อ่างเก็บน้ำแห่งนี้เป็นจุดกางเต็นท์ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ขอบอกเลยว่าบรรยากาศแบบฟินๆ ที่เราได้เคยสัมผัสตอนไปปางอุ๋งนั้นที่นี่มีหมด ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ที่ทำให้เรารู้สึกชื่นใจเมื่อได้มาอยู่ใต้ร่มเงา หรืออ่างเก็บน้ำที่ในยามเช้าจะมีสายหมอกจางๆ ลอยอยู่ให้เราได้ถ่ายรูปและซึมซับบรรยากาศแบบโรแมนติกนี้กันด้วย

หนำซ้ำในตอนกลางคืนยังมีดาวล้านดวงเป็นเพดานห้องนอนให้เราได้นอนชมกันแบบฟินๆ จนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสถานที่ที่สวยงามแบบนี้จะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น

ใครที่อยากจะสัมผัสกับบรรยากาศฟินๆ แบบนี้ เพียงแบกเต็นท์และอุปกรณ์แคมป์ปิ้งของคุณไปที่อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ จังหวัดจันทบุรี คุณก็จะได้เก็บเกี่ยวความสุขและความทรงจำดีๆ กลับมากันแล้วครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม
ที่ตั้งอ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ : หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วที่2(บ้านอ่าง) ต.อ่างคีรี อ.มะขาม จ.จันทบุรี


ขอบคุณแหล่งที่มา   www.sanook.com

Kolae Boat มาสเตอร์พีซแห่งท้องทะเล



Kolae Boat มาสเตอร์พีซแห่งท้องทะเล

แสงแดดยามเช้าตรู่สาดส่องสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ นางฟ้าในมหาสมุทรแล่นผ่านไปอย่างช้าๆ ราวกับภาพสโลว์โมชั่น ความรู้สึกเหมือนกำลังมองภาพวาดของโคล้ด โมเนต์ เป็นภาพที่แสนประทับใจ ซึ่งความสวยงามแบบนี้หาดูได้แค่ในท้องทะเลแถบอ่าวไทยเพียงเท่านั้น เนื่องจากภูมิประเทศทางภาคใต้ของไทยส่วนใหญ่มีพื้นที่ติดกับชายฝั่งทะเล ชาวบ้านจึงนิยมประกอบอาชีพทำประมงชายฝั่ง อีกทั้งพาหนะในการเดินทาง รวมถึงวิถีชีวิตของคนที่อยู่ชายฝั่งทะเลนั้นจะมีความผูกพันกับเรืออย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลของจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีเรืออยู่ประเภทหนึ่งซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น นั่นก็คือเรือกอและ

เรือกอและเป็นเรือหาปลาที่แสดงถึงศิลปะทางด้านงานจิตรกรรมที่มีความสวยสดงดงามราวนางฟ้าในมหาสมุทร ด้วยลวดลาย บาคาล่า ที่เป็นเอกลักษณ์และสีสันที่สะดุดตา มีการผสมผสานกันระหว่างศิลปะไทย อิสลาม และจีน องค์ประกอบของลำเรือมีความแตกต่างไปจากเรือหาปลาอื่นๆ นับเป็นศิลปะที่สื่อถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่โดยแท้จริง

ในอดีต ตั้งแต่ชายหาดอำเภอเมือง อำเภอยะหริ่ง อำเภอสายบุรี ของจังหวัดปัตตานี เรื่อยไปจนถึงอำเภอเมือง อำเภอตากใบ ในจังหวัดนราธิวาส รวมถึงท้องทะเลในจังหวัดสงขลา เรือกอและเป็นพาหนะที่สำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของชาวประมงในดินแดนแถบนี้ที่ต้องอาศัยสินในน้ำเลี้ยงชีวิต

คำว่ากอและเป็นภาษามลายู เขียนเป็นตัวอักษรโรมันว่า Kolek (โกเล็ก) หมายถึง โคลงเคลง หรือล่องลอย  ในสมัยก่อนเรือกอและเป็นเรือหาปลาที่มุ่งสู่ทะเลลึกโดยการกางใบแทนฝีพาย เครื่องยนต์รูปทรงเรือกอและมีขนาดใหญ่และยาว แคมเรือลึก สามารถสู้ลมได้  เรือกอและที่แล่นด้วยใบเป็นเรือสุดยอดแห่งความสวยงามที่คนรุ่นใหม่ไม่ได้เห็นมากว่า 30 ปีแล้ว ประกอบกับเรือกอและที่มีความสมบูรณ์แบบในอดีตนั้นลักษณะหัวเรือเรียวยาว และขั้นตอนเต็มไปด้วยศิลปะ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาตามความเชื่อและความงามจากนิยาย จากการบอกเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

แหล่งกำเนิดเรือกอและในภาคใต้ของประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่ในอดีตอยู่ที่บ้านบน ตำบลปะเสยาวอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ในปัจจุบันการต่อเรือกอและลดน้อยลงไปมากเพราะความผันแปรของภาวะเศรษฐกิจ ที่ต้องสั่งไม้จากถิ่นอื่นทำให้ได้ไม้ราคาแพง และใช้ระยะเวลาในการต่อเรือที่ยาวนาน

โดยทั่วไปแล้วเรือกอและจะมีหลายขนาด ความยาววัดจากหัวสุดถึงท้ายสุดจะอยู่ที่ 6-10 วา กว้างประมาณ 2-4 ศอก ส่วนความลึกวัดจากท้องเรือถึงสุดแคมประมาณ 2-3 ศอก จึงจะเป็นเรือที่มีลักษณะยาวเรียว ปราดเปรียว แล่นได้เร็ว และโต้คลื่นได้อย่างสวยงาม ส่วนหัวและท้ายของเรือจะแต่งต่อให้เชิดยาวด้วยไม้กระดานแผ่นใหญ่ โดยส่วนหน้าของกระดานทำมุมกับผิวน้ำประมาณ 80 องศา สำหรับรูปทรงของหัวเรือกอและมี 2 ชนิด คือ ชนิดหัวยาว และชนิดหัวสั้น ในอดีตจะนิยมชนิดหัวยาว แต่ในปัจจุบันจะนิยมชนิดหัวสั้น

เรือกอและของชาวไทยมุสลิมนั้นนอกจากจะมีความงามทางด้านรูปทรงสัณฐานแล้ว ยังทรงคุณค่าที่สุดตรงลวดลายตั้งแต่หัวเรือจนถึงท้ายเรือ สีที่ใช้เขียนลายจะเป็นสีน้ำมัน มักนิยมเขียนลายเป็นรูปสัตว์ในตำนาน เช่น พวกนกต่างๆ พญานาค หนุมานจับสุวรรณมัจฉา ราหูอมจันทร์ เมขลาล่อแก้วรามสูรขว้างขวาน เป็นต้น ส่วนลายที่ท้ายเรือก็จะเป็นลายท่อนหางของรูปสัตว์ด้านหัวเรือชนิดนั้นๆ

นายอับดุลเลาะ บูละ เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลบูละ รับช่วงมาจากนายตาเยะ บูละ ช่างต่อเรือกอและผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของตำบลปะเสยะวอ จนมาถึงรุ่นพ่อ คือนายมะรีเป็ง บูละ

นายตาเยะ บูละ เป็นช่างต่อเรือกอและที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง ต่อมาจึงคิดทำเป็นเรือกอและจำลองขึ้นเพื่อประดับในบ้าน และมอบให้เป็นของที่ระลึกให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมา ต่อมานายมะรีเป็ง บูละ บุตรชายก็ได้สืบทอดการทำเรือกอและต่อเพื่อจำหน่าย แต่ก็ยังไม่แพร่หลายหรือเป็นที่รู้จักมากนัก ต่อมานายอับดุลเลาะ บูละ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ได้สืบทอดการทำเรือกอและตั้งแต่อายุ 15 ปี จนมีความชำนาญและประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับจากชุมชนและหน่วยงานต่างๆ จนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะศิลปินดีเด่นในสาขาช่างฝีมือ ในปี พ.ศ. 2543 จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

ขอบคุณแหล่งที่มา  www.sanook.com

Sunday, June 9, 2019

หมู่ บ้าน งู จง อาง



หมู่บ้านงูจงอาง

ถึงแม้คนกับงูจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ยิ่งเป็นงูที่มีพิษแล้วนั้น คงไม่มีใครอยากอยู่ด้วย แต่ที่หมู่บ้านบ้านโคกสง่า อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น แห่งนี้ ชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนเลี้ยงงูจงอางไว้ใต้ถุนบ้าน และจัดการแสดงงู ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติแวะมาที่หมู่บ้านนี้เป็นจำนวนมาก

ชาวบ้านโคกสง่า แรกเริ่มเดิมทีมีอาชีพเกษตรกรรมควบคู่กับการขายยาสมุนไพรซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ แต่เนื่องจากการขายยาสมุนไพรต้องเร่ขายตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วยความยากลำบาก จึงเปลี่ยนวิธีการขายใหม่โดยมีการจัดหางูเห่ามาแสดง บาคาร่า  เพื่อดึงดูดผู้คนและสามารถขายยาสมุนไพรได้มากขี้น

แต่เนื่องจากงูเห่าพ่นพิษได้ไกลถึง 2 เมตร จึงทำให้เป็นอันตรายต่อทั้งผู้ชมและหมองูเอง ชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาเป็นงูจงอางแทน การแสดงการต่อสู้กับงู ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู้รุ่น และในเวลาต่อมา

การเลี้ยงงูจงอางก็เป็นที่นิยมขึ้นโดยเกือบทุกหลังคาเรือนจะเลี้ยงงูจงอางไว้ใต้ถุนบ้านของตนเอง

ชกมวยกับงู
การเลี้ยงงูจงอางที่บ้านโคกสง่าเป็นการเลี้ยงงูเหมือนสัตว์เลี้ยง เมื่อมีการเดินทางเพื่อเร่ขายยาสมุนไพรไปตามที่ต่างๆ

เจ้าของงูจะใส่งูไว้ในลังไม้และเมื่อเปิดลังไม้ออก งูจะเลื้อยออกมาและแสดงพฤติกรรมธรรมชาติของมัน เช่น การแผ่แม่เบี้ย และข่มขู่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของฝึกฝน ส่วนการหยอกล้อหรือยั่วยุกับงู ตามที่มีการแสดงที่หมู่บ้านโคกสง่านั้น ชาวบ้านเรียกว่า “การชกมวยกับงู” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และตื่นตาตื่นใจกับการแสดงที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้

งานวันงูจงอาง
จัดขึ้นที่หมู่บ้านโคกสง่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี โดยจะมีการแสดงศิลปะการต่อสู้ระหว่าง คนกับงูจงอาง ขบวนแห่งูจงอาง พิธีบายศรีสู่ขวัญงูจงอาง และการประกวดเทพีงูจงอาง อีกทั้งยังมีการสาธิตว่านและยาสมุนไพรชนิดต่างๆ พร้อมจำหน่ายโดยกลุ่มชาวบ้าน

ว่านพญางู
ภูมิปัญญาด้านสมุนไพรที่หลากหลายของหมอยาบ้านโคกสง่า ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดยวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่จะปลูกว่านต่างๆ แล้วนำมาแปรรูปขายเป็นสมุนไพร หมู่บ้านแห่งนี้จะมี “ว่านพญางู” อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถแก้พิษจากสัตว์มีพิษกัดหรือต่อยได้

Saturday, June 8, 2019

สถานที่ท่องเที่ยวอยุธยา ราชธานีเก่าน่าเที่ยว เมืองแห่งมรดกโลก



ท่องเที่ยวอยุธยา ราชธานีเก่าน่าเที่ยว เมืองแห่งมรดกโลก

รวมสถานที่ท่องเที่ยวอยุธยา ราชธานีเก่าของไทย เมืองมรดกโลก มากมายด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและทรงคุณค่า เที่ยวได้สบาย ๆ ในวันเดียว
         อยุธยา ราชธานีกรุงเก่าเมื่อครั้งอดีตของไทย ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากว่า 417 ปี แม้ว่าจะถูกทำลายจากภัยสงคราม แต่ก็ยังคงเหลือโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของยุคสมัย จนในปี 2534 องค์กรยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาให้เป็นเมืองมรดกโลก และนั่นยิ่งทำให้อยุธยากลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลางทางท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจทั้งจากนักท่องเที่ยวชายไทยและต่างชาติ

         และช่วงนี้ดูเหมือนว่ากระแสการเที่ยวอยุธยากำลังกลับมาอินเทรนด์อีกครั้ง อาจเป็นเพราะด้วยกระแส วิเคราะห์บอล  ของละคร "บุพเพสันนิวาส" ทำให้มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนไม่น้อย อยากจะลองเที่ยวตามรอยละครดูบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้ว นอกเหนือจากโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญแล้ว อยุธยายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั้งตลาดน้ำ พิพิธภัณฑ์ และที่เที่ยวเชิงธรรมชาติสวย ๆ เหมาะสำหรับเป็นโปรแกรมเที่ยววันหยุดอีกเพียบ วันนี้เราจึงรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวอยุธยามาฝาก บอกเลยว่าเที่ยวได้แบบไม่มีเบื่อ

1. วัดพนัญเชิงวรวิหาร
 ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลคลองสวนพลู ริมแม่น้ำป่าสัก วัดเก่าแก่และมีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในอยุธยา เป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อโต" หรือ "เจ้าพ่อซำปอกง" อันเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก นอกจากนี้ภายในวัดยังมีความน่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น "พระพุทธรูปทองคำในพระอุโบสถ" ซึ่งมีพระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ คือพระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปปูน และพระพุทธรูปนาค และ "ตำหนักเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก" ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก อนุสรณ์ความรักอันน่าเศร้าของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กษัตริย์ของไทย และพระนางสร้อยดอกหมาก จากแผ่นดินจีน

2. วัดพุทไธศวรรย์
ตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา หนึ่งในวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ภายในเป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อดำ" พระประธานในประอุโบสถ งดงามด้วยศิลปะแบบอู่ทอง เป็นที่เล่าขานในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ในการดลบันดาลให้หายจากการเจ็บป่วย หรือใครที่อยากมีบุตรก็สามารถขอได้สมความปรารถนา นอกจากนี้ยังมี "องค์ปรางค์ประธาน" ภายในประดิษฐานพระเจดีย์องค์เล็ก ๆ และรอยพระพุทธบาท ให้กราบสักการะ, "ตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" เชื่อกันว่าเป็นที่ประทับของพระพุทธโฆษาจารย์ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ผู้เป็นอาจารย์ของสมเด็จพระเพทราชา รวมถึงยังมี "วิหารองค์พ่อจตุคามรามเทพ" ที่มีผู้คนเดินทางมากราบไหว้บูชาอย่างต่อเนื่อง

3. วัดไชยวัฒนาราม
  ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2173 เดิมพื้นที่วัดไชยวัฒนาราม เป็นที่อยู่ที่สุดท้ายก่อนสิ้นพระชนม์ของพระราชมารดาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในช่วงที่ยังไม่เสวยราชสมบัติ เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์แล้ว จึงได้โปรดให้สร้างวัดไชยวัฒนารามนี้ขึ้นเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่พระราชมารดา สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ "พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ" เป็นปรางค์ประธานของวัด, "พระระเบียง" ภายในพระระเบียงมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย และ "พระอุโบสถ" ภายในมีซากพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสร้างด้วยหินทราย เป็นต้น

4. วัดพระศรีสรรเพชญ์
ตั้งอยู่บนถนนศรีสรรเพชญ์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา เดิมบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นที่ประทับของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แต่ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ย้ายพระราชวังไปทางเหนือ และอุทิศที่ดินเดิมนี้เพื่อสร้างวัดภายในพระราชวัง เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ แต่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา งดงามด้วยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมทรงคุณค่า อย่าง "เจดีย์" สำคัญทั้ง 3 องค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 และพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 และยังมีวิหาร, หอระฆัง และพระอุโบสถ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มีความเก่าแก่และสวยงามอย่างยิ่ง

5. วัดนิเวศธรรมประวัติ
   ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับพระราชวังบางปะอิน เป็นวัดเพียงแห่งเดียวในไทย ที่ภายในเป็นวัดพุทธ แต่สถาปัตยกรรมเป็นแบบคริสต์ จุดเด่นของวัดแห่งนี้อยู่ที่ความงดงามของพระอุโบสถแบบโกธิค ประดับด้วยกระสีต่าง ๆ สวยงาม ภายในประดิษฐาน "พระพุทธนฤมลธรรโมภาส" และพระสาวก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังเที่ยวชมพระตำหนักฯ สมเด็จพกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สุสานสวนหินดิศกุลอนุสรณ์ และนั่งกระเช้าข้ามแม่น้ำเพื่อเข้าวัด ซึ่งเป็นวิธีการสัญจรเดียว เนื่องจากวัดนิเวศธรรมประวัติตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำนั่นเอง

อัปเดต ดอกนางพญาเสือโคร่ง 2562 มกราคมนี้ชมเต็มตา




ดอกนางพญาเสือโคร่ง 2562 มกราคมนี้ชมเต็มตา

ชวนชมดอกนางพญาเสือโคร่ง 2562 แนะนำสถานที่ที่สามารถชมดอกนางพญาเสือโคร่งได้สวยที่สุดในเมืองไทย พร้อมทั้งอัปเดตการบานของปี 2562
          ไฮไลต์ของเส้นทางดอกไม้หน้าหนาวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของไทย ก็คงหนีไม่พ้นเทศกาลชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีให้ชมเพียงแค่ที่เชียงใหม่เท่านั้นนะคะ ยังมีที่จังหวัดอื่น ๆ ทางภาคเหนือด้วย และเพื่อไม่ให้พลาดกัน เราก็เลยจัดสถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่งมาไว้ให้ที่นี่เลย พร้อมกับอัปเดตการบานด้วยค่ะ แต่ละสถานที่อยู่ที่ไหน จะบานเมื่อไร ไปเช็กกัน

1. ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่
 ดอยอ่างขาง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวภูเขาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม มีสวนสวย ๆ ซึ่งรายล้อมไปด้วยดอกไม้นานาพรรณให้ได้เที่ยวชมกันตลอดทั้งปี มีจุดชมวิวทะเลหมอกและไร่สตรอว์เบอร์รีอยู่รอบ ๆ หลายจุด แต่ไฮไลต์ที่ไม่ควรพพลาดของหน้าหนาว ก็คือ เทศกาลชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งจะบานตลอดในช่วงเดือนกลางเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปี

          สำหรับ วิเคราะห์บอล จุดชมซากุระและดอกนางพญาเสือโคร่งบนดอยอ่างขางมีอยู่หลายจุด ในส่วนของดอกซากุระญี่ปุ่น จะอยู่ภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จุดที่สามารถชมได้จะอยู่ภายในสวน 80 ปี, ด้านหน้าอาคารสโมสรอ่างขาง, ด้านข้างสวนกุหลาบอังกฤษ และตลอดเส้นทางเดินรถขาออกฝั่งโรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผักสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และ ณ วันที่ 8 มกราคม 2562 ดอกซากุระญี่ปุ่นได้บานเต็มที่ 100% แล้ว

          ส่วนจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งนั้นสามารถชมได้ที่บริเวณริมถนนก่อนถึงฐานปฏิบัติการอ่างขาง และบ้านขอบด้ง คาดว่าในปีนี้จะเริ่มบานราว ๆ หลังกลางเดือนมกราคม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวอ่างขาง โทร. 0 5396 9489

2. ศูนย์อนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่
 ศูนย์อนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่บริเวณตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่เพาะพันธุ์และวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ซึ่งมีทัศนียภาพของป่าเขาที่สวยงาม โดยเฉพาะบริเวณริมอ่างเก็บน้ำ ซึ่งได้ปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งไว้มากกว่า 30 ต้น เวลาที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบานก็จะเห็นเป็นหุบเขาสีชมพูสะท้อนผืนน้ำกว้าง มีภูเขาอยู่ด้านหลัง บรรยากาศโรแมนติกมาก ๆ
สำหรับในปีนี้ ณ วันที่ 8 มกราคม 2562 ดอกนางพญาเสือโคร่งร่วงแล้วค่ะ เพราะว่ามีฝนตก สอบถามการบานของดอกนางพญาเสือโคร่งได้ที่เฟซบุ๊ก โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์

3. ขุนช่างเคี่ยน จังหวัดเชียงใหม่
 ขุนช่างเคี่ยน หรือชื่อเต็ม ๆ คือ สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่วิจัยกาแฟ และพืช-ผลไม้เมืองหนาว รอบ ๆ เต็มไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของขุนเขาและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

          ไฮไลต์ของที่นี่อยู่ในช่วงฤดูหนาว ด้วยบริเวณรอบ ๆ สถานีมีต้นนางพญาเสือโคร่งมากมายหลายสิบต้น พอฤดูหนาวมาเยือน ต้นนางพญาเสือโคร่งก็จะผลัดใบ แล้วออกดอกสีชมพูสะพรั่งไปทั่วทั้งหุบเขา บรรยากาศสวยงามโรแมนติกสุด ๆ

          และ ณ วันที่ 17 มกราคม 2562 ต้นดอกนางพญาเสือโคร่งเริ่มบาน 40% แล้วค่ะ ถ้าอากาศไม่เปลี่ยนแปลงก็จะบานเต็มที่ในช่วงหลังจากวันที่ 20 มกราคม 2562 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทรศัพท์ 0 5394 4052 และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โทรศัพท์ 0 5321 0244

4. ขุนวาง จังหวัดเชียงใหม่
ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตั้งอยู่บนภูเขาสูงในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ให้ปลูกพืชผัก-ผลไม้เมืองหนาว มีพื้นที่ประมาณ 450 ไร่ ซึ่งเต็มไปด้วยแปลงไม้ผลเมืองหนาว อาทิ สาลี่, พลัม, ท้อ, เนคทารีน, สตรอว์เบอร์รี เป็นต้น ถ้ามาเที่ยวในช่วงที่ผลไม้ออกผล ก็สามารถเด็ดชิมได้จากต้นเลยล่ะ

          นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่สวยที่สุดในเมืองไทย รอบ ๆ ศูนย์วิจัยมีต้นนางพญาเสือโคร่งปลูกอยู่มากกว่า 30 ต้น จุดไฮไลต์คือ บริเวณริมถนนในศูนย์วิจัย ซึ่งจะมีต้นนางพญาเสือโคร่งปลูกเรียงรายเป็นทางยาว พอดอกบานเต็มที่ก็จะกลายเป็นอุโมงค์ดอกนางพญาเสือโคร่ง สีชมพูสวยสะพรั่ง บรรยากาศคล้ายกับต่างประเทศเลยล่ะ

          และ ณ วันที่ 17 มกราคม 2562 ดอกนางพญาเสือโคร่งเริ่มบานแล้วประมาณ 20-25% คาดว่าจะบานเต็มที่หลังจากวันที่ 20-25 มกราคม 2562 เป็นต้นไป สามารถสอบถามรายละเอียดอื่น ๆ ได้ที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) โทรศัพท์ 0 5311 4133 หรือเฟซบุ๊ก ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง)

5. สันป่าเกี๊ยะ จังหวัดเชียงใหม่
สถานีวิจัยเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ ตั้งอยู่ที่บนภูเขาสูงในเขตตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,560 เมตร นอกจากจะเป็นสถานที่วิจัยและทดลองพันธุ์พืชแล้ว ที่นี่ก็ยังมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก สามารถมองเห็นดอยหลวงเชียงดาวได้ชัดเจน ในช่วงหน้าหนาวก็มีทะเลหมอกให้ได้ชมแบบตระการตา นักท่องเที่ยวจึงนิยมมานอนกางเต็นท์ชมดาว ชมทะเลหมอกกัน

          แต่อีกสิ่งที่ไม่ควรพลาดของที่นี่ก็คือ ดอกนางพญาเสือโคร่ง บริเวณรอบ ๆ สถานีมีต้นนางพญาเสือโคร่งอยู่หลายต้น พอถึงช่วงที่ออกดอกก็พากันส่งสีชมพูหวานไปทั่วทั้งยอดดอย ให้ความรู้สึกโรแมนติกสุด ๆ

          ณ วันที่ 17 มกราคม 2562 ต้นดอกนางพญาเสือโคร่งได้เริ่มบานแล้ว ถ้าอากาศยังคงเย็นสม่ำเสมอ คาดว่าจะบานสวยช่วงหลังวันที่ 20 มกราคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถานีวิจัยเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ โทรศัพท์ 0 5394 4052

Sunday, June 2, 2019

เดินช้อปดึก ๆ กับ 9 ตลาดกลางคืนในกรุงเทพฯ



9 ตลาดกลางคืนในกรุงเทพฯ

 ครั้งก่อนที่เราได้นำเสนอกระทู้ "แดดร่มลมตกเดินชิล 12 แหล่งช้อปปิ้งยามเย็น" ไปแล้วนั้น หลายคนเดินตามรอยช้อปกันจนหมดทุกตลาดแล้ว และอยากจะรู้ว่ามีที่เดินเล่นชิล ๆ ตอนเย็นที่ไหนอีกบ้าง มาวันนี้เราเลยจัดให้ ด้วยการอัพเดทแหล่ง สล็อตออนไลน์ ช้อปปิ้งในบรรยากาศยามราตรีเพิ่มเติม ไว้เอาใจเหล่านักช้อปและนักชิมตัวยง เอาไว้เดินเล่นสูดอากาศชิล ๆ แถมยังมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย เผื่อที่ไหนที่ใครยังไม่เคยไป ถ้าได้อ่านรีวิวนี้จะได้ไปช้อปให้หนำใจวัยรุ่นไปเลย

 1. ตลาดนัดหัวมุม Market & More
        แหล่งช้อปปิ้งสุดเก๋ที่รวมทุกความต้องการ เป็นตลาดนัดเปิดใหม่ย่านถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา ตรงข้าม The Walk บรรยากาศโดยรวมของตลาดนี้เรียกได้ว่าคึกคัก เต็มไปด้วยผู้คนเหล่านักช้อปยามค่ำคืน ตัวตลาดค่อนข้างใหญ่ สะอาด สว่างด้วยไฟ LED ปูพื้นคอนกรีตอย่างดี สามารถเดินเล่นชิล ๆ ได้อย่างสบาย มีสินค้าให้เลือกมากมายหลากหลายทั้งเสื้อผ้า ของจุกจิกทั้งหลาย และยังมีลานกลางมีดนตรีสดเล่นตลอดทั้งคืน เหมาะกับการนั่งสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหลังเลิกงานสุด ๆ

         
2. ตลาดอาจณรงค์ไนท์บาซาร์
        จากลานจอดรถเก่า ๆ บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ ถูกนำมาดัดแปลงให้เป็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งชิมในย่านพระราม 4 มีทั้งร้านอาหารและสินค้ามากมาย ด้วยเพราะตลาดแห่งนี้อยู่ในย่านชุมชน คอนโด โรงแรม มหาวิทยาลัย จึงทำให้ที่นี่คึกคักด้วยผู้คนที่แวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอย มีอาหารให้เลือกทานมากมาย ทั้งซีฟู้ด กุ้ง ปลาเผา ปลาหมึกย่าง เพียงแค่ได้กลิ่นก็ยั่วน้ำลายและน้ำย่อยสุด ๆ หรือจะแวะทานสเต๊ก ซึ่งเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ ขอบอกว่ารสชาติอร่อยเด็ด ส่วนของหวานยอดฮิต "ไอศกรีมผัด" มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ได้แก่ ช็อกโกแลต ชาเขียว มอคค่า โยเกิร์ต เป็นต้น หรือจะเป็นร้านเก๋ ๆ นั่งชิลก็มีให้เลือก

3. ถนนข้าวสาร
   ถนนคนเดินสุดฮิตที่ยังคงความมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย เต็มไปด้วยร้านขายของนานาชนิด ส่วนมากเป็นสินค้าประเภทศิลปวัฒนธรรม มากด้วยรถเข็นขายอาหาร เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ ทำให้ถนนสายนี้เป็นถนนที่ไม่เคยหลับใหล ยังคงความคึกคักอยู่ชั่วย่ำค่ำคืน ไฮไลท์ของตรอกข้าวสารเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ความคึกคักได้เริ่มขึ้น ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านรถเข็น ทั้งผัดไทย ข้าวไข่เจียว ไส้กรอกอีสาน แมลงทอด โจ๊ก น้ำแข็งไส น้ำผลไม้ปั่น โรตี ของอร่อยน่าทานทั้งนั้น แถมราคายังสบายกระเป๋า ได้ทั้งช้อป ชิม เดินชิล พบปะนักท่องเที่ยวจากหลายเชื้อชาติ

4. ตลาดนัดรถโบราณ เดอะ วอล์ค ถนนเกษตร-นวมินทร์
   "ตลาดนัดรถโบราณ" แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ลานด้านหน้า ห้าง The Walk ถนนเกษตร-นวมินทร์ เป็นตลาดนัดที่จะจัดให้มีขึ้นทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี กับธีมรถโบราณที่มาในรูปแบบกึ่งสินค้าและรถที่ใช้ได้จริง มีทั้งโซนขายรถโบราณ ทั้งรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ ให้คุณได้ไปจับจูบลูบคลำสินค้า และโซนของใช้วินเทจ ทั้งของเก่าของโบราณ ของแต่งบ้าน สินค้าแฮนด์เมด สินค้าแนวย้อนยุค งานศิลปะมีดีไซน์ ทั้งยังมีร้านอาหารอร่อย ๆ มาเปิดขายให้ได้อิ่มกัน ตลาดนี้เขามี 3 สาขาด้วยกัน คือ The Walk เกษตร-นวมินทร์ สาขาบ้านสีลม และสาขาตะวันนา

5. ตลาดกลางคืน เยาวราช
     สน่ห์ของตลาดกลางคืนเยาวราช คงต้องยกให้กับเรื่องสีสันของตลาดที่เต็มไปด้วยสีแดง ซึ่งเราจะมองเห็นโคมไฟ แผ่นป้ายร้านค้า เสื้อผ้า รวมถึงข้าวของอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ที่ต้องแนะนำและพลาดไม่ได้เลยบนถนนเยาวราชก็คือร้านอาหารรสเลิศที่มากระตุ้นน้ำย่อยให้ทำงาน ทั้งบะหมี่เส้นเหนียว เกี๊ยวกุ้ง ปู ลูกใหญ่นุ่มนิ่มน่ากิน หรือจะหมูแดง หมูกรอบ เป็ดย่างจานโต ๆ หูฉลาม กวยจั๊บ กระเพาะปลา รังนก เป็นต้น ถึงทางเดินในตรอกซอกซอยในช่วงกลางวันจะคับแคบไปเสียหน่อย แถมยังมีมอเตอร์ไซค์ขี่ผ่านอยู่เป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความน่าดูของสินค้าในตลาดทั้งสองฟากลงเลย

6. ตลาดกลางคืน ถนนสีลม
     ตลาดกลางคืนถนนสีลม ตั้งอยู่ใกล้กับ BTS สถานีศาลาแดง บริเวณนี้จึงเต็มไปด้วยอาคารสำนักงาน ร้านค้าต่าง ๆ มากมาย เป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยที่มีสินค้าให้เลือกมากมาย เช่น ของที่ระลึก เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า ซีดีหนัง ซีดีเพลง และสินค้า OTOP โดยร้านค้าส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดขายกันทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรงถึงประมาณตีสองกัน ให้นักช้อปได้เดินเลือกซื้อของกันแบบข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว ทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะถนนของแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีของกรุงเทพฯ อีกด้วย

7. ตลาดกลางคืน หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตั้งอยู่ที่ถนนรามคำแหง ช่วงหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงจนถึงเดอะมอลล์ รามคำแหง ตลาดกลางคืนหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงนี้ ถือเป็นแหล่งขายสินค้าแฟชั่นราคาถูก ที่เป็นที่นิยมในเหล่าบรรดานักศึกษาวัยรุ่นจำนวนมาก มีสินค้าแฟชั่นมากมายให้เลือกชมและช้อปกันอย่างจุใจ เช่น เสื้อผ้าแนวทำงาน แนวหวาน แนวเปรี้ยว หมวกสารพัดแบบ รองเท้าแฟชั่นทั้งมือหนึ่งและรองเท้ามือสอง กระเป๋า รวมทั้งชุดนักศึกษา อุปกรณ์การเรียน หนังสือสำหรับผู้เตรียมสอบเข้าสถาบันต่าง ๆ และยังแวะทานอาหารจากร้านอาหารรสเด็ดมากมาย ทั้งข้าวมันไก่ ข้าวหมกไก่ ก็มีมาวางขายเรียงรายเต็มไปหมด

8. ตลาดนัดเมเจอร์รัชโยธิน

           แหล่งช้อปปิ้งยามค่ำคืนยอดนิยม ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เซ็นทรัลลาดพร้าว สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ และอยู่ติดกันกับเมเจอร์รัชโยธิน ทำให้ตลาดนัดแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักช้อปปิ้ง และถือเป็นศูนย์รวมของผู้คนในย่านนั้น ที่นี่มีสินค้าจำหน่ายหลากหลาย ไม่ว่าเป็น เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า พร้อมสินค้าเบ็ดเตล็ดมากมาย ของกิน ของใช้ รวมไปถึงบริการเสริมความงาม ต่อผม ต่อขนตา ต่อเล็บ ทำเล็บ เพ้นท์เล็บ เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นตลาดที่โดนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาว ๆ นักช้อปให้ได้เดินเล่นกันเพลิน ๆ

9. ตลาดนัด CDC
ตลาดนัดที่ออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เน้นความงามอย่างลงตัว ทั้งการจัดวางและการออกแบบสถานที่ การคัดเลือกคุณภาพของสินค้าของผู้ที่ต้องการมาขายให้สอดคล้องกับแนวคิดของตลาด มีทั้งสินค้าที่ทำขึ้นเอง ของตกแต่งเก๋ ๆ หรือเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณะเฉพาะตัว เหล่านี้นับเป็นจุดเด่นที่สามารถดึงดูดผู้ที่ชอบดูสินค้าประเภทความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ทางตลาดนัด CDC ยังมีการจัดกิจกรรมสร้างสีสันให้กับลูกค้าอยู่ตลอด มีการแสดงดนตรีสดแบบง่าย ๆ เล่นกันสด ๆ ท่ามกลางคนที่มาเดินซื้อของ ยิ่งช่วยสร้างความเพลิดเพลินให้กับการซื้อของมากยิ่งขึ้น

ลองเลือกหาวันว่าง ๆ สักหนึ่งวัน อาจเป็นหลังเลิกงานหรือไม่ก็วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไปเดินชิล ๆ รับลมเล่นกัน แต่ขอเตือนนะว่าอย่าช้อปกันจนเพลินขาดสติซะก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นจะหาว่าเราไม่เตือน ^ ^

ขอบคุณแหล่งที่มา  travel.kapook.com

Saturday, June 1, 2019

ที่เที่ยวพัทยาแจ่ม ๆ เมืองที่ไม่ได้มีดีแค่ทะเล



ที่เที่ยวพัทยาแจ่ม ๆ 

ดี๋ยวนี้มองไปทางไหนก็มีแต่สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ผุดขึ้นมากมายในหลายจังหวัด ซึ่งแต่ละที่ก็มีการนำเอาสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของตัวเองมาเพิ่มเอกลักษณ์ ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น และจังหวัดใกล้ ๆ กรุงเทพฯ อย่างชลบุรี โดยเฉพาะกับ "พัทยา" เมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเก๋ ๆ ฮิป ๆ ให้นักเดินทางไปสัมผัสอยู่เสมอ  ที่เที่ยวพัทยาและบริเวณใกล้เคียงมาให้เลือกชมกัน เผื่อเป็นตัวเลือกดี ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ค่ะ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าลองชวนเพื่อน ๆ จูงมือคู่รัก หรือพาครอบครัวไปสัมผัส

1. ที่เที่ยวพัทยา : ไทธานี หมู่บ้านวัฒนธรรมและศิลปะ พัทยา
มาเริ่มกันที่สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมือง พัทยา ไทธานี หมู่บ้านวัฒนธรรมและศิลปะ พัทยา (Thai Thani Arts and Culture Village Pattaya) แห่งแรกและแห่งเดียวในภาคตะวันออก ในรูปแบบวิถีไทย วัฒนธรรม ประเพณี แบบย้อนยุค โดยผ่านทางสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ได้ร่วมสัมผัสอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การแต่งกายพื้นเมืองของไทยทั้ง 4 ภาค กิจกรรมและการละเล่นแบบโบราณที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน แถมในช่วงเย็นยังมีขบวนแห่วัฒนศิลป์ศาสตร์ ประเพณีต่าง ๆ ตามเทศกาลนั้น ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าจะมาแบบครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคู่รัก ก็จะได้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และได้ความรู้กลับไปอย่างแน่นอน

          พร้อมกันนี้ยังสามารถอิ่มอร่อยมื้อค่ำกับหลากหลายเมนูออร์เดิร์ฟกาดหมั้ว ตามด้วยอาหารขันโตก 4 ภาค ในแบบล้านนา พร้อมรับชมการแสดงวัฒนศิลป์ 4 ภาค การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยภายในหมู่บ้านวัฒนธรรม โดยการแสดงจะแบ่งออกเป็นช่วง ๆ ไม่ซ้ำกัน ดังนี้

          - เวลา 11.00-16.30 น. การแสดงวิถีชีวิตและกิจกรรมพื้นบ้าน (สำหรับนักท่องเที่ยวร่วมสนุก)
          - เวลา 11.00-11.30 น. และ 14.00-14.30 น. การแสดงหนังตะลุง ณ โรงมหรสพ
          - เวลา 15.00-16.00 น. บรรเลงดนตรีไทย ณ ลานกิจกรรมวิถีชีวิต
          - เวลา 16.30-17.00 น. ขบวนแห่วัฒนธรรม (เฉพาะวันเสาร์, อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

           ค่าบริการ

          บัตรผ่านประตู+กิจกรรมวิถีไทย : ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 80 บาท
          บัตรผ่านประตู+กิจกรรมวิถีไทย+บุฟเฟ่ต์กลางวัน : ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก 150 บาท
          บัตรผ่านประตู+กิจกรรมวิถีไทย+ดินเนอร์ขันโตกและชมการแสดง : ผู้ใหญ่ 650 บาท เด็ก 380 บาท

           เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.30-20.00 น.
           ที่อยู่ : 88 หมู่ 3 ถนน สายสวนนงนุช ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20250
           โทรศัพท์ : (094) 498 5996, (038) 119 080-1 
            Fax : (038) 119 082 -3
           เว็บไซต์ : www.thaithanipattaya.com, เฟซบุ๊ก ไทธานี หมู่บ้านวัฒนธรรมและศิลปะ พัทยา

2. ที่เที่ยวพัทยา : มิโมซ่า พัทยา
 อันดับสองคือ มิโมซ่า พัทยา (Mimosa Pattaya) สถานที่ท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด "The City of Love" และบรรจงสร้างสรรค์ทัศนียภาพให้เกิดเป็นเมืองแห่งความรัก ที่มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมเมืองโบราณของฝรั่งเศส โดดเด่นด้วยสีสันสดใส น่ารักน่ามอง บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในเมืองพัทยา แถมยังโอบล้อมด้วยบรรยากาศอันสุดแสนจะโรเเมนติก และหอมหวนไปกับกลิ่นหอมของดอกไม้หลากหลายชนิดที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

          ที่นี่ยังมีคลองเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านกลางเมือง มีหงส์คู่ที่ว่ายเวียนวนไปมาให้ได้ชื่นชมกันเพลิน ๆ พร้อมการแสดงโชว์อย่างอลังการที่น่าประทับใจบริเวณลานน้ำพุดนตรี ที่หมุนเวียนโชว์สลับสับเปลี่ยนมาสร้าง ความบันเทิงทุกวัน โดยการแสดงแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 45-50 นาที รอบการแสดง 17.00 น., 19.00 น. ของทุกวัน สอบถามเพิ่มได้ได้ที่ 038 237318-9 อีกทั้ง มิโมซ่า พัทยา ยังเป็นศูนย์รวมสินค้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งร้านอาหารไทย อาหารนานาชาติหลากหลายชนิดอีกด้วย

          โปรโมชั่นชาวไทย

          1. ค่าเข้าชมสถานที่ 50 บาท
          2. ค่าเข้าชมสถานที่และภาพ 3 มิติ 100 บาท
          3. ค่าเข้าชมสถานที่และคาบาเร่ต์โชว์ 150 บาท
          4. ค่าเข้าชมสถานที่ ภาพ 3 มิติ และคาบาเร่ต์โชว์ 200 บาท

          โปรโมชั่นชาวต่างชาติ

          1. ค่าเข้าชมสถานที่และคาบาเร่ต์โชว์ 300 บาท
          2. ค่าเข้าชมสถานที่และภาพ 3 มิติ 200 บาท
          3. ค่าเข้าชมสถานที่ ภาพ 3 มิติ และคาบาเร่ต์โชว์ 350 บาท

           เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น.
           ที่อยู่ : 28/43-44 หมู่ 2 ถนนสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
           โทรศัพท์ : 0 3823 7318-9, 08 2467 6444
           เว็บไซต์ : mimosa-pattaya.com และ เฟซบุ๊ก Mimosa Pattaya

           รีวิว

           [CR][SR]++ REVIEW++ ครั้งแรก [ตะลุย MIMOSA @PATTAYA]

           [CR]รีวิว mimosa pattaya แบบไม่เน้นวิว ที่นี่มีอะไรบ้าง


3. ที่เที่ยวพัทยา : พิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาหมี

 Teddy Bear Museum หรือพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาหมี ถือเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างโดยบริษัทเทดดี้ ไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง "เทดดี้แบร์ มิวเซียม" ตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบชาย หาด ตึกมาร์คแลนด์วินเลจ พัทยาเหนือ ซอย 1 สำหรับพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาหมีของที่นี่ มีออกแบบดีไซน์งานทั้งหมดโดยดีไซเนอร์ชาวเกาหลีใต้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ "การเดินทางท่องเที่ยวตามล่าหาสมบัติไปกับตุ๊กตาเทดดี้แบร์"

          ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นโซนได้ถึง 12 โซนด้วยกัน เช่น โซนประเทศไทย, โซนประเทศจีน, โซนอาณาจักรซานต้า และโซนทดลองขุดซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ เป็นต้น โดยแต่ละโซนมีการจัดแสง สี และเสียง ที่เน้นความสมจริงตระการตาที่ไม่ซ้ำกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ถ่ายรูปได้อย่างอิสรเสรีตลอดการเที่ยวชม รวมถึงให้น้อง ๆ ได้ทดลองทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย

            ค่าบริการ : ราคาบัตรเข้าชม ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก 150 บาท (เด็กส่วนสูงไม่เกิน 90 เซนติเมตร เข้าชมฟรี)
           เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น. (ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชม เวลา 20.30 น.)
           ที่อยู่ : 436/49 หมู่ 9 ซอย 1 ถนนเลียบชายหาด ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
           โทรศัพท์ : 03 8411 285, 08 6979 8411
           เว็บไซต์ : teddyisland.co.th และ เฟซบุ๊ก Teddy Island Thailand

ขอบคุณแหล่งที่มา  travel.kapook.com